คงไม่มีใครเห็นแย้งว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเละ วิกฤติยุโรปคงจะซึมลึกไปอีกนาน และดูเหมือนจะยังไม่ถึงจุดต่ำสุด
เมื่อกลางเดือนที่แล้วผมไปร่วมงานเสวนาเรื่อง “15 ปีวิกฤติ 2540 ประเทศไทยอยู่ตรงไหน” ที่จัดขึ้นโดย สำนักข่าวไทยพับลิก้า ได้ฟังคุณธนา เธียรอัจฉริยะ สรุปได้อย่างกินใจมาก ว่า “โลกกำลังเละแต่คนไทยยังลัลล้า” จึงต้องมาคิดต่อว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
คงไม่มีใครเห็นแย้งว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเละ วิกฤติยุโรปคงจะซึมลึกไปอีกนาน และดูเหมือนจะยังไม่ถึงจุดต่ำสุด การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจยุโรปต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล เศรษฐกิจอเมริกาแม้ไม่ทรุด แต่ก็ดูทรงๆ อัตราการว่างงานยังสูง และมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยังลุ่มๆ ดอนๆ หรืออาจหยุดชะงัก จนเป็นเหตุให้เศรษฐกิจฟุบลงใหม่ได้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังขาดปัจจัยที่จะขับเคลื่อนให้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง เพราะบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ออกไปผลิตนอกประเทศ และญี่ปุ่นต้องเผชิญกับสังคมคนแก่ และค่าเงินเยนที่แข็งขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจกลุ่มประเทศ BRIC โดยเฉพาะจีน อินเดียและบราซิล มีอัตราการขยายตัวที่ชะลอลงชัดเจน ค่าเงินเริ่มอ่อนลง พร้อมกับดุลการค้าที่แย่ลงเรื่อยๆ มองช่วงหนึ่งปีข้างหน้ายังไม่เห็นว่า เศรษฐกิจประเทศจะใดมาเป็นอัศวินช้างเผือกฉุดให้เศรษฐกิจโลกฟื้นกลับขึ้นมาได้เร็ว
เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังเละ แล้วทำไมคนไทยยังลัลล้าอยู่ได้ ผมคิดว่า ผลมาจาก 4 ปัจจัยสำคัญ ปัจจัยแรก เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง เพราะการฟื้นตัวจากน้ำท่วมปลายปีที่แล้ว และจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เน้นการส่งเสริมการบริโภค โครงการรับจำนำข้าวและสินค้าเกษตรหลายรายการ มีผลโดยตรงต่อเงินที่หมุนเวียนในต่างจังหวัด โครงการพักหนี้ดี บัตรเครดิตเกษตรกร กองทุนสตรี ทำให้คนเกิดความหวังจะมีเงินผ่านมือมาจับจ่ายใช้สอยได้สะดวกขึ้น โครงการลดภาษีสรรพสามิตรถคันแรกเป็นส้มหล่นให้แก่ชนชั้นกลาง และบริษัทรถ (ที่วันนี้ผลิตไม่ทัน) บริษัทที่มีกำไรและผู้ถือหุ้นได้รับส้มหล่นจากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 20% ในปีหน้า และรัฐบาลยังมีอีกหลายโครงการที่จะลงทุน ซึ่งทำให้เกิดความหวังว่าเงินกำลังจะหมุนได้ต่อเนื่อง ผนวกกับรัฐบาลพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมถ้าจำเป็น โครงการเหล่านี้ทำให้คนไทยส่วนหนึ่ง สบายใจว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้ง โดยอาจไม่ตระหนักว่าบางโครงการเป็นการเอาเงินในอนาคตมาใช้ หรือสร้างภาระผูกพันไว้ให้อนาคตมากน้อยเพียงใด
ปัจจัยที่สอง มาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านทั้งการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเปิดเสรี ตั้งแต่การเกิดขึ้นของชนชั้นกลาง ที่มีกำลังซื้อสูงในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นในลาวและเขมร การปฏิรูปภาวะแวดล้อมการทำธุรกิจในมาเลเซีย ไปจนถึงการเปิดประเทศของพม่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้สร้างอานิสงส์ให้เศรษฐกิจไทย เพราะการส่งออกของไทยไปอาเซียน เป็น 1 ใน 4 ของการส่งออกทั้งหมด และธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อย ได้เข้าไปสร้างเครือข่ายธุรกิจในประเทศเหล่านี้มาเป็นเวลานาน แต่เราคงชะล่าใจไม่ได้ เพราะหลายประเทศในอาเซียนต่างพึ่งการส่งออกสัดส่วนสูงเช่นกัน ถ้าเศรษฐกิจโลกซึมลึกลงเรื่อยๆ ย่อมหนีไม่พ้นที่เศรษฐกิจเพื่อนบ้านจะชะลอลงด้วย
ปัจจัยที่สาม มาจากสภาพคล่องส่วนเกินที่ล้นระบบการเงินโลก ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางเกือบทุกประเทศอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินโลกในปริมาณที่มาก เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาวิกฤติสถาบันการเงิน ดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศลดลงจนใกล้ศูนย์ สภาพคล่องส่วนเกินเหล่านี้ ไหลไปประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือเสี่ยงต่ำกว่า เพราะไทยและภูมิภาคอาเซียน ยังคงมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นกันชนจากภาวะเศรษฐกิจโลก เละ และมีดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยตลาดโลก สภาพคล่องส่วนเกินจึงไหลเข้าสู่เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคอาเซียนมาก ตั้งแต่ต้นปี 2555 ต่างชาติซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยสูงถึง 573,000 ล้านบาท และซื้อหุ้นสุทธิถึง 64,000 ล้านบาท ซึ่งไม่นับรวมเงินกู้ที่ธนาคารพาณิชย์และธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยที่ไปกู้มาจากต่างประเทศเหล่านี้ ได้ส่งผลให้ดอกเบี้ยในประเทศต่ำกว่าปกติ และราคาสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น คอนโดมิเนียม หรือที่ดิน ยังอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มสูงขึ้น จนทำให้คนไทยไม่รู้สึกขัดสน และคิดว่ามีโอกาสเก็งกำไร จนชะล่าใจไม่ได้คิดว่าสักวันหนึ่งธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ต้องดึงสภาพคล่องส่วนเกินกลับ หรือ
เมื่อเศรษฐกิจของประเทศอื่นขยายตัวมากกว่าไทยแล้ว เงินที่ไหลเข้ามาจะไหลกลับออกไป ดอกเบี้ยต้องปรับสูงขึ้น และราคาสินทรัพย์ต่างๆ จะไม่ปรับขึ้นต่อเนื่องเหมือนที่คาดกันไว้
ปัจจัยสุดท้าย คงเป็นเพราะนิสัยคนไทยที่รักสนุกและลัลล้ากัน มูลนิธิคนไทยเพิ่งเผยแพร่ผลการสำรวจโครงการวิจัยคนไทยมอนิเตอร์ผ่านวีดิโอคลิปสั้นๆ ใน youtube เรื่อง “คนไทยคิดอะไรอยู่” ซึ่งเป็นการสำรวจที่มีกลุ่มตัวอย่างมากถึง 100,000 คน ผมคิดว่าคนไทยทุกคนควรดูวีดิโอคลิปอันนี้ เพราะจะทำให้เรารู้จักตัวเอง และคนรอบข้างมากขึ้น เข้าใจว่าความขัดแย้งทุกวันนี้ มีสาเหตุมาจากนิสัยดั้งเดิมของเราอย่างไร
ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าคนไทยชอบคนมีหน้ามีตา ยกย่องคนมีฐานะและมีเกียรติ คนไทยมีความหวังในชีวิต รักความสนุกสนานและหาความสุขจากสิ่งรอบข้างได้เสมอ มีน้ำใจไม่ทอดทิ้งกัน แต่คนไทยชอบมองเรื่องตัวเองเป็นหลักไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไม่มีระเบียบวินัย ไม่เห็นว่าการทุจริตเป็นเรื่องสำคัญ คนไทยยังมองว่าหน้าที่ของตนต่อสังคม คือ เพียงการไปเลือกตั้ง และเสียภาษีให้ถูกต้อง เน้นพัฒนาลูกหลานในระดับปัจเจก และนิ่งเฉยต่อการลุกขึ้นมาร่วมแก้ปัญหาสังคม ผมเชื่อว่าลักษณะนิสัยของคนไทยเหล่านี้ ทำให้เราจึงลัลล้าอยู่ได้ (ในทุกสถานการณ์) เพราะคนไทยไม่สนใจโลกภายนอก ไม่สนใจว่าสังคมควรมีระเบียบวินัยอย่างไร ไม่สนใจว่าผู้มีเกียรติทำสิ่งที่ถูกหรือผิด ชอบให้รัฐบาลเป็นผู้อุปถัมภ์ เพราะตราบใดที่ตนเองได้ประโยชน์ก็จะพอใจ โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น หรือสังคมที่ต้องรับภาระในอนาคต
การที่คนไทยยังลัลล้าในขณะที่เศรษฐกิจโลกเละ น่ากลัวมาก เพราะทำให้เราชะล่าใจ ไม่ทำในสิ่งที่ควรต้องทำ ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะเละแบบซึมลึกไปอีกนาน เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความผันผวนสูงขึ้น และต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากรอบด้าน โดยเฉพาะจากคู่แข่งที่กำลังปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจริงจัง เศรษฐกิจไทยในอนาคตต้องเผชิญกับคู่แข่งที่เข้มแข็ง และมีศักยภาพที่สูงกว่าในวันนี้มาก
เป็นที่น่ายินดีว่าขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ยังลัลล้าอยู่ ได้มีกลุ่มนักธุรกิจ และนักวิชาการชั้นนำ ร่วมกันจัดตั้งมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา เพื่อนำเสนอแนวทางช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีทิศทาง และถูกทิศทาง สถาบันได้แสดงให้เห็นว่าคนไทยวันนี้อาศัยบุญเก่าที่กำลังหมดลงเรื่อยๆ และเราไม่ได้สร้างบุญใหม่ได้เร็วพอ ขณะที่ประเทศรอบบ้านได้ก้าวหน้าไปเร็วกว่าเราหลายเท่านัก ผมชอบคำขวัญของสถาบันนี้ ที่ว่า “อนาคตไทย...เราเลือกได้” เป็นพิเศษ เพราะเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องสนใจสิ่งรอบข้าง ลุกขึ้นมาร่วมกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจริงจัง แทนที่จะสนใจเฉพาะเรื่องในระดับปัจเจกเช่นที่ผ่านมา
ถ้าเราไม่หยุดลัลล้าวันนี้ และหันมาช่วยเลือกและสร้างอนาคตไทยแล้ว ผมเกรงว่าเมื่อเศรษฐกิจโลกกลับมาลัลล้าใหม่ เศรษฐกิจไทยจะเละอยู่คนเดียว







