วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยกับกลยุทธ์การตักตวงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

นสพ. คมชัดลึก รายงานเมื่อ 4 สิงหาคม (หน้า 4) ว่า “สานต่อรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมภูมิภาค ในโอกาสผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ”

โดยโครงการนี้เกิดหลังจากที่นายกฯ เดินทางไปจีน ต่อเนื่องจากที่คณะของจีนได้มาไทยก่อนหน้านี้  
 

ความจริงนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอดีตนายกฯ ทักษิณ ได้เริ่มทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 แล้วจนมาถึงเดือนมกราคม 2555 การประชุม ครม. ครั้งที่ 1 ที่เชียงใหม่ ครม. จึงได้งบส่วนหนึ่ง แล้วต่อมาเมื่อมีการประชุม ครม.สัญจร ที่อุดรธานี ครม.ก็อนุมัติให้สร้างอีกสาย รวมเป็น 2 สาย คือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กับกรุงเทพฯ-หนองคาย ซึ่งแน่นอนว่า เป็นการเชื่อมโยงกับจีนและลาวเป็นสำคัญ 
 

แล้วมาถึง รัฐบาลชุดนี้ ก็เริ่มชูว่าจะสร้างเส้นทางอีกสายไปทางตะวันออก สู่ “นครราชสีมา” และระยอง ซึ่งเมื่อนำมารวมกันเป็นภาพเดียวกันในวันนี้ก็เลย กลายเป็นการบูรณาการ “รถไฟความเร็วสูง” โดยให้สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นเจ้าภาพดูแลเส้นทางแถบเหนือและอีสาน ส่วนของสายตะวันออก และตอนเหนือของภาคใต้ หน่วยงานทางรถไฟได้สนใจเข้ามา ทำในรูปแบบ Pubic Private Partnership
 

ซึ่งหากสรุปง่ายๆ มี 2 ประเทศ ที่สนใจต่อโครงการอันแสนใหญ่นี้ คือ ญี่ปุ่น กับ จีน
 

เรื่องนี้ฟังดูคล้ายไทยจะมีความพร้อมและมีคนที่รอบรู้สามารถวิเคราะห์วางแผน จนชัดเจน เป็นเป้าหมายที่ดีสำหรับไทยเรา ซึ่งผมเชื่อครึ่งและไม่เชื่อครึ่งต่อรายงานการศึกษา กับการสามารถกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจน พร้อมกับการบริหารจัดการที่ทำได้ลงตัวอย่างดีของ 2 ประเทศ ที่ยินดีจะแยกกันมาลงทุนในโครงการนี้ 
 

แต่กลับเชื่อว่า โครงการนี้ คือ ผลประโยชน์ของต่างชาติที่มาลงทุนในไทย โดยเข้ามาแข่งขันกันในลักษณะของการทำสงครามเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่า มี “นักการเมือง” เป็นนายหน้า และขันอาสาเข้ามาดึงเอาโครงการเข้ามาให้ฝ่ายตน แลกกับการเข้าไปยื้อเอามาจากพรรคคู่แข่ง ที่ทั้งสองประเทศต่างฝ่ายต่างให้การสนับสนุนต่อพรรคที่คอยช่วยสนับสนุนฝ่ายตนให้ได้ลงทุน
 

โครงการรถไฟความเร็วสูง จึงเท่ากับเป็นโครงการแบ่งเค้ก ล่วงหน้าของพรรคการเมืองใหม่ที่จะเข้ามา  ซึ่งจะตามมาด้วยการปรับ ครม. เพื่อให้สอดคล้องกับการเข้ามามีบทบาทอุ้มชูฝ่ายตน ซึ่งจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
 

ทั้งนี้ คู่แข่งสำคัญในสงครามแย่งชิงเศรษฐกิจของไทย  จะอยู่ที่คู่ปรับเก่า  2 ชาติ คือ ญี่ปุ่น ผู้ลงทุนรายใหญ่ของไทยมาตลอดเวลายาวนาน  กับ ตั้งเป้าหวังจะครอบครองฐานเศรษฐกิจไทยเอาไว้ให้ได้ส่วนใหญ่  ซึ่งรวมไปถึงเส้นทางการขนส่ง Logistics ในประเทศที่อยู่ในส่วนใต้ของไทย ขึ้นมาจนถึงแถบสุราษฎร์ธานี  พร้อมกับการสร้างความพร้อมด้านพลังงานและการขนส่งที่ปลอดภัยให้ญี่ปุ่นสามารถก้าวไปในโลกกว้างโดยไม่ติดขัด    
 

ทั้งนี้ บทบาทของญี่ปุ่นมีมานานแล้ว โดยมีแผนการดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนวิธีการในการเข้าถึงโครงการต่างๆ อีกทั้งสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นหนาและต่อเนื่องมายาวนานด้วยสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทุกพรรค  โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่หัวหน้า มีบทบาทและอำนาจต่อรองสูง ดังเช่น กรณีนายสุวัฒน์ ลิปตพัลลภ ผู้นำของกลุ่มพรรคการเมืองภาคอีสาน ที่เพิ่งจะพ้นบ่วงกรรมของบ้านเลขที่ 111 ที่จะมานั่งรอเข้าร่วมรัฐบาลในไม่ช้านี้
 

กลยุทธ์ของญี่ปุ่นนั้นลุ่มลึกและแนบเนียนยิ่ง มีทั้งการแอบเจาะเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก  เพื่อนำไปวางแผนงานระยะยาว  โดยการใช้ “ศิษย์เก่านักเรียนจากญี่ปุ่น” ให้เป็นสายสอดแทรกเข้าไปมีบทบาทอำนาจหน้าที่ในหน่วยงานราชการต่างๆ   แล้วใช้ “เวลา” เป็นสื่อในการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ยึดครองหรือสร้างเงื่อนไขใหม่ให้ฝ่ายตนได้เปรียบ ดังเช่น การออกบัตรเครดิตบริโภคอิออน จนคนไทยส่วนใหญ่ต้องเข้าไปติดกับ หมดสิทธิการบริโภคทางเศรษฐกิจ หรือการใช้ให้เป็นสิ่งที่อยู่ใต้พลังอิทธิพลทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เพื่อครอบคลุมกว้าง โดยมีสัดส่วนเศรษฐกิจสูงมากขึ้นเรื่อย  ทั้งนี้ การดำเนินการจะเป็นไปอย่างช้าๆ ทีละขั้น โดยนำเอาเรื่องดีๆ ชูนำหน้า   เช่น การเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกแบบเครือข่ายที่ขยายออกไปดุจหนวดปลาหมึก
 

เรื่องประโยชน์ของญี่ปุ่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก  หากแต่ได้ ก้าวข้ามกฎระเบียบและการเล็ดลอดจากสายตาฝ่ายไทยด้วยการใช้ระบบผูกขาด  การขึ้นราคาสินค้ากับการประสานดำเนินการโดยกระจายไปในทุกประเทศ เพื่อต้นทุนที่ต่ำและการกระจายความเสี่ยงออกไปทั่วภูมิภาคอาเซียน
 

ทำนองเดียวกัน จีนก็มีเป้าหมาย ที่จะมีอิทธิพลเหนืออาเซียนผ่านไทย เช่นกัน  และได้ให้การสนับสนุนสุดแรงในการสร้างข่ายเส้นทางจากตอนใต้ของจีน เข้ามาสู่พม่าผ่านกาญจนบุรีและระนอง  ซึ่งสามารถขยายตัวเข้าสู่ภาคกลางและเหนือของไทย โดยอาศัยข่ายเส้นทางหลวงที่พัฒนามาไกลแล้วของนักการเมืองไทยที่คอยรับใช้ทำให้  ซึ่งได้เคยมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องนานแล้ว  โดยเฉพาะการอาศัยความสัมพันธ์ไทย-จีนที่มีมาช้านาน  ตามสไตล์ “จีน” ที่เปิดเผยและใช้กลไกธุรกิจการเมืองตรงๆ    
 

ดังนั้น การรุกเข้ามาจึงดูรุนแรง แต่ก็ไม่ร้ายเท่ากับการเข้ามาของญี่ปุ่นจะเข้ามาอย่างไม่กระโตกกระตาก แต่จะ เข้ามาแบบ “ปลวก” นั่นคือ การรุกและเข้ายึดครองแบบเงียบเชียบคล้ายปลวกที่เข้ากินบ้าน นั่นคือ  กว่าจะรู้ตัว บ้านทั้งหลังก็สิ้นสภาพ คือ ปลวกกินเงียบจนถึง "จั่วบ้าน" แล้ว  ทำให้ต้องเสียหายไปโดยกู้คืนไม่ได้
 

สภาวะเศรษฐกิจในยามนี้  ถ้าจะว่ากันแบบตรงไปตรงมา  ผมว่าเป็นกลยุทธ์ไทยศิโรราบ  โดยได้แต่คอยกินน้ำใต้ศอก ได้แผนงานกับชื่อเสียงจากชื่อ “ไทย” เท่านั้น  แต่ผลประโยชน์อันเป็นเนื้อแท้ กลับเป็นของต่างชาติที่เข้ามาลงทุน กับ พ่อค้า นักการเมืองไทย ที่ไปอาศัยพึ่งพิงแต่ชื่อของต่างชาติเพื่อเข้ามากอบโกยในไทยเท่านั้น  การบริหารออกโครงการดีๆ ของรัฐบาล ที่แท้ประโยชน์จะไปตกอยู่แต่คนต่างชาติ  กับคนไทยหัวใจต่างชาติ ที่จะเข้ามาปรับระเบียบ ออกมติ หรือยกเลิกเครื่องกีดขวาง กับเปิดทางสะดวกให้กับตนเองในการกอบโกยเอาไปเป็นของส่วนตน โดยชาติจะกรอบจนเหลือแต่ชื่อในที่สุด
 

ด้วยเหตุผลข้างต้น  น้ำหนักของแผนพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลได้ทำโครงการออกมา เป็นสิ่งที่ต่างชาติได้ลงมือทำนานแล้ว  
 

จึงกล่าวได้ว่า การแถลงข่าวเรื่อง เส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่ออกมาอย่างเป็นระบบเช่นนี้ แท้จริง ก็คือ  การผลักดันด้วยแรงกดดันของมหาอำนาจเศรษฐกิจ ที่ต้องการจะเข้ามาลงทุนและสร้างตามแผนงานที่เขาได้วางไว้นานแล้ว เท่านั้นเอง