วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อต้องเผชิญกับโซเชียลมีเดียเจเนอเรชั่นใหม่

หนึ่งในกลยุทธ์ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่ได้รับความนิยม คงหนีไม่พ้นบรรดาโซเชียลมีเดีย ที่ต้องบอกว่าแทบทุกบริษัทต่างหันมาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย

หนึ่งในกลยุทธ์ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่ได้รับความนิยม คงหนีไม่พ้นบรรดาโซเชียลมีเดีย ที่ต้องบอกว่าแทบทุกบริษัทต่างหันมาใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น 

 

สาเหตุก็เพราะผู้บริโภคคนไทยใช้โซเชียลมีเดียในการติดต่อกันจนเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม พินเทอเรสต์ กูเกิลพลัส ยูทูบ บล็อก หรือแม้แต่ช่องทางคอมมูนิตี้ส่วนตัว ที่มีการสร้างขึ้นเพื่องานเฉพาะกลุ่ม

 

โซเชียลมีเดีย ได้ชื่อว่าเป็นสื่อออนไลน์ที่นักการตลาดมักเลือกหยิบใช้ เนื่องจากความสะดวกและสามารถทำงานได้ทันใจ แต่เมื่อองค์กรเริ่มสื่อสารผ่านช่องทางนี้มักพบว่า โซเชียลมีเดียมีความลึกซึ้งและต้องอาศัยทรัพยากรในการบริหารจัดการมากกว่าที่วางแผนไว้

 

ในความเป็นจริงแล้ว องค์กรควรกำหนดกรอบการทำงานของโซเชียลมีเดียที่เหมาะสม หรือวางวัตถุประสงค์ของการใช้งานให้ชัดเจน โดยเป็นที่ยอมรับว่าสื่อโซเชียลมีเดียเหมาะที่จะใช้เพื่อสนทนากับลูกค้าหรือผู้สนใจ เพื่อประโยชน์ในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์หรือองค์กรเป็นหลัก 

 

นอกจากการกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย นักการตลาดควรมีการกำหนดค่า Key Performance Index (KPI) หรือผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับการใช้สื่อในแต่ละโครงการ พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดผลงานเพื่อปรับวิธีการทำงานของสื่อโซเชียลให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

 

การลงมือทำอาจไม่ได้ง่ายอย่างที่วางแผนไว้ นับเป็นความท้าทายของนักการตลาดที่ต้องทำให้สื่อช่องทางนี้ทำงานขยายผลเพื่อการขายได้ กระตุ้นการบอกต่อรวมถึงการทำโปรโมชั่นอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการขายหรือการบอกต่อ ควรมาพร้อมกับกลยุทธ์ในการสื่อสาร ซึ่งพบว่าโซเชียลมีเดียไม่ได้หยุดยั้งเพียงแค่แพลตฟอร์มที่รองรับการใช้งาน แต่รวมถึงคอนเทนท์ รูปแบบ เทคนิคและแนวคิดที่เพิ่มความน่าสนใจและการมีส่วนร่วมอีกมาก 

 

วันนี้ จึงขอแนะหลักการง่ายๆ ที่ควรคำนึงถึงในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียกับเทคนิคเหล่านี้

 

 

 

หัวใจหลัก:ทีมบริหารคอนเทนท์

 

หากองค์กรมีโซเชียลมีเดียมากกว่าหนึ่งช่องทาง ควรมีความเข้าใจและเลือกใช้รูปแบบการสื่อสารที่เหมาะกับแพลตฟอร์มแต่ละชนิด มีภาพรวมและข้อกำหนดเนื้อหาของทุกช่องทางที่สอดคล้อง และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ประกอบด้วยทีมงานที่ทุ่มเท มีความคล่องตัวสูงและเข้าใจองค์กร เป้าหมาย และภาพลักษณ์ในการสื่อสาร ในเบื้องต้นอาจต้องมีทีมที่ปรึกษาวางแผนกลยุทธ์และแบ่งระยะการพัฒนารูปแบบนำเสนอที่หลากหลาย

 

แบรนด์ดังอย่าง โค้ก และ สตาร์บัคส์ ที่ใช้มีเดียมากมาย ลองเข้าไปศึกษาลึกๆ ถึงแนวทางและปริมาณความถี่ ไอเดียการนำเสนอและรูปแบบข้อมูลข่าวสารที่คุยกัน ผ่านระบบวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ รวมถึงธรรมชาติของกลุ่มคนที่อยู่ในแต่ละช่องทางว่าแตกต่างกันอย่างไร

 

 

 

 

กำหนดผลตอบแทนการลงทุนชัดเจน

 

นักการตลาดเรียนรู้แล้วว่าจำเป็นต้องมีการลงทุนสร้างคอนเทนท์ในโซเชียลมีเดีย เพราะเป็นการสร้าง Brand Awareness ที่สำคัญต่อแฟนๆ ทั้งหลาย เนื่องจากการให้น้ำหนักต่อการสร้างคอนเทนท์เริ่มมากขึ้นในปัจจุบัน จากเดิมที่ใช้วีดิโอแบบทุนน้อยจนอาจจะสู้กับความตั้งใจของคู่แข่งอื่นไม่ได้ 

 

ดังนั้น เมื่อมีการลงทุนด้วยงบที่สูงขึ้น การกำหนดผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ของเนื้อหาที่นำเสนอก็ต้องชัดเจนขึ้นด้วย เครื่องมือที่ใช้วัดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

ตัวอย่างแบรนด์ดัง ไนกี้ ที่อาศัยช่องทางโซเชียลมีเดีย และการลงทุนกับอินเตอร์แอคทีฟวีดิโอเรื่อง My Time is Now ที่นำเสนอผ่าน ยูทูบ ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะในช่วงที่มีมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่าง ยูฟ่าคัพ ที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับงบประมาณแล้ว อาจใช้งบน้อยกว่าสื่อโฆษณาอื่นๆ และประสบความสำเร็จในการสร้างความน่าสนใจไม่แพ้แบรนด์ของผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ

 

 

 

 

ติดอาวุธเทคโนโลยีในสนามประลองไอเดีย

 

แน่นอนว่าทุกแบรนด์ต่างมองหาการไวรัลและการส่งต่อ จำนวนการ "ไลค์" และ "แชร์" จะมีมากน้อยแค่ไหน นอกจากไอเดียที่โดนใจแล้ว สิ่งที่ช่วยให้การบอกต่อกระจายตัวได้ชั่วข้ามคืน ยังต้องอาศัยเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วย เช่น มีฟังก์ชันการแชร์สร้างกระแส เทคนิคการนำเสนอที่เป็นอินเตอร์แอคทีฟ การเชื่อมข้อมูลเข้ากับระบบ CRM หรือ ประมวลผลผู้ชมอัตโนมัติ เพื่อนำเสนอเนื้อหาเฉพาะรายบุคคลได้ทันที เหล่านี้จะช่วยให้เกิดผลดีกับองค์กรที่มากกว่าจำนวนเพจวิว หรือ ไลค์

 

แคมเปญ the Museum of Me ที่น่าสนใจเมื่อปีที่แล้วจาก อินเทล เป็นตัวอย่างที่ดีในการหยิบเทคโนโลยีมาเชื่อมโซเชียลมีเดียให้เกิดรูปแบบใหม่ที่มีชีวิตชีวา โดนใจและเข้ากับภาพลักษณ์ขององค์กรได้ดีมากๆ และยังสร้างความประทับใจให้ผู้คนทุกเพศทุกวัย

 

 

 

 

วิเคราะห์ข้อมูล “ตรงประเด็น”

 

หลังจากที่บรรดาโซเชียลมีเดียเจเนอเรชั่นใหม่ทั้งหลาย ปรับแพลตฟอร์มให้แบรนด์เข้ามาใช้พื้นที่มากกว่าเดิม มีการปรับรูปแบบจากสังคมเพื่อนสู่เครือข่ายเชิงธุรกิจมากขึ้น พร้อมเปิดบริการเสนอข้อมูลการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายให้ง่ายต่อการตัดสินใจของแบรนด์ที่จะลงทุนกับสื่อนี้ เช่น YouTube Analytics หรือ Facebook Insights กับสัดส่วนของจำนวนไลค์ กับ จำนวน "คนที่กำลังพูดถึงสิ่งนี้"  มีความหมายอย่างไร 

 

ความเข้าใจในการวิเคราะห์ตัวเลขที่เปิดเผย จะช่วยให้มีการวางแผน ปรับกลยุทธ์และสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคเองก็เริ่มคุ้นชินกับบรรดาแบรนด์ หรือเจ้าของสินค้าที่เข้ามาล้ำเส้นในวงสนทนามากขึ้น ต่างมองหาและมีกระบวนการกลั่นกรองแบรนด์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์และมีประโยชน์กับตัวเองมากขึ้นด้วย จำนวนเพจวิวและจำนวนไลค์ จึงเป็นสมการที่น่าคิดของนักการตลาดเช่นกัน

 

เมื่อจำนวนไลค์ที่มากไม่ได้สะท้อนกลับมายังเป้าหมายจริงๆ ที่นักการตลาดคาดหวัง การใช้เทคโนโลยีที่ออกแบบมาให้แยกข้อมูลและพฤติกรรมที่ซับซ้อน มาวิเคราะห์หา “ลูกค้าตัวจริง” และสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นต่างหาก คือ บทสรุปที่นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจจะหันมาลงทุนกับโซเชียลมีเดีย เจเนอเรชั่นใหม่นี้มากขึ้น