Wine (Why) We Invest in

Wine (Why) We Invest in

ผมมีโอกาสได้ไปงานปาร์ตี้ ณ Japanese Bar แห่งหนึ่ง ชื่อ ร้าน “2046” ซึ่งมีชื่อไปพ้องกับหนังเรื่อง “2046” ของผู้กำกับหว่องกาไว

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปงานปาร์ตี้ ณ Japanese Bar แห่งหนึ่ง ชื่อ ร้าน “2046” ซึ่งมีชื่อไปพ้องกับหนังเรื่อง “2046” ของผู้กำกับหว่องกาไว ซึ่งนำแสดงโดย โทนี่ - เหลียงเฉาเหว่ย นักแสดงชาวฮ่องกงชื่อดังที่คนไทยเรารู้จักกันดี

 

 

ก็ได้ทราบจากหุ้นส่วนเจ้าของร้านครับว่า ชื่อร้านดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องที่ว่านี้ โดย ตัวเลข 2046 นั้นหมายความไปถึงเวลาซึ่งหลังจากปี 1997 เมื่อฮ่องกงถูกมอบคืนให้กับประเทศจีนนั้น ฮ่องกงได้รับทราบว่าทุกอย่างจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอีก 50 ปี และปี 2046 จะเป็นปีที่ครบคำสัญญานี้ ทำให้ 2046 จึงเป็นสถานที่ซึ่งจะเก็บเอาความทรงจำในอดีตของเราทุกคนไว้ (โรแมนติกไหมครับ ?)

 

 

ร้าน 2046 ที่ว่านี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ข้างบนร้าน Wine Connection ที่ตั้งตระหง่าน อยู่ ณ อาหาร Rain Hill คอมมูนิตี้มอลล์ สุขุมวิท 47 ร้านก็หายากอยู่พอสมควรครับ ทั้งนี้เนื่องจากทางร้านไม่มีป้ายบอก ทำให้เมื่อมองขึ้นมาจากด้านล่าง นึกว่า 2046 นี้เป็นชั้น 2 ของร้าน Wine Connection ไปเสียอีก

 

 

กล่าวถึงร้าน Wine Connection อาจทำให้ผู้อ่านหลายท่านนึกไปถึงร้านขายไวน์ที่มีสาขาตามห้างหรืออาคารสำนักงานทั่วกรุงเทพฯ หรืออาจสับสน (เหมือนผมในช่วงแรก) กับชื่อร้านอื่นๆ ที่นำชื่อคำว่า “Wine” เช่นเดียวกัน ซึ่งนำมาตั้งชื่อกันอย่างดาษดื่น เพราะว่านอกเหนือจาก “Wine Connection” ก็ยังมี “Wine I Love U”, “Wine Me Up”, “Wine Republic” “Wine33” หรือ ร้านที่ดังมาอยู่นานพอสมควรแล้วอย่าง “Wine Bridge”

 

 

ในปัจจุบันคนไทยมีรสนิยมที่ดื่มไวน์กันมากขึ้น อาจเป็นเนื่องจากคิดว่าจะทำให้ดูบุคลิกดี มีรสนิยมเหมือนฝรั่ง ทั้งๆ ที่ราคาไวน์ต่างประเทศที่นำเข้ามาและเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายจะมีราคาขายสูงกว่าในต่างประเทศมาก (หลายเท่าตัว) 

 

 

ทั้งนี้ เนื่องจากสรรพสามิตได้ทำการเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูง (อีกทั้งมีวิธีการคำนวณค่อนข้างซับซ้อน) แต่ก็ดูเหมือนว่าอัตราภาษีที่สูงนี้ก็มิได้เป็นอุปสรรคใดสำหรับการเพิ่มขึ้นของนักดื่มไวน์หน้าใหม่แต่อย่างใด เพราะก็ยังเห็นร้านอาหารที่มีชื่อขึ้นต้นว่า “Wine” ยังคงเปิดเพิ่มสาขาของตนอย่างต่อเนื่อง ตามโครงการใหม่ ๆ อาทิ Mega Bangna บางนา-ตราด กม. 8 หรือ Asiatique ถ.เจริญกรุง

 

 

ก็คงต้องยอมรับกันครับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Wine ได้กลายเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำสังคมไทยไปแล้วอีกประเภทหนึ่ง นอกเหนือจากเหล้าและเบียร์ แต่สำหรับในวงการการลงทุนในต่างประเทศเป็นที่รู้กันดีว่า Wine โดยเฉพาะพวกไวน์ชั้นดี หรือ Fine Wine จัดได้เป็นหนึ่งของการลงทุนประเภท Alternative Investment เช่นเดียวกันกับพวกงานศิลปะ (Fine Art) หรือของสะสม (Collectables) ซึ่งสามารถช่วย Balance ความเสี่ยงของ Port การลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์หลักได้แก่ เงินสด พันธบัตร และหุ้นสามัญ ได้

 

 

ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าการลงทุนประเภท Alternative Investment ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนที่มีค่าธรรมเนียมการลงทุนที่สูงและมีสภาพคล่องที่ต่ำ ซึ่งถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ตลาดซื้อขายไวน์ อย่าง London International Vintners Exchange (Liv-ex) ที่เปิดมากว่า 12 ปีแล้ว จะช่วยสร้างความโปร่งใสกับตลาดไวน์ได้บ้าง จากเมื่อก่อนจะผูกขาดกันเพียงในกลุ่มพ่อค้าเพียงไม่กี่คน ค่าธรรมเนียมของการซื้อขายในแต่ละครั้ง (Commission) ก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูง (1 - 3 %) และแต่ก็ยังดีกว่าแต่ก่อน ตอนยังไม่มี Liv-ex   Auction House ซึ่งเป็นกลุ่มอิทธิพลใน Fine Wine Industry มักจะเรียกเก็บค่า Commission ถึง 10 - 35 % เลยทีเดียว

 

 

ผู้ซื้อและผู้ขายใน Liv-ex สามารถเลือกที่จะซื้อขายในรูปแบบของ Cash รับมอบกันภายใน 14 วัน สำหรับไวน์ที่พร้อมบรรจุขวด หรือในรูปแบบของการซื้อขายล่วงหน้าในสัญญา Forward ที่เรียกว่า “En primeur” สำหรับไวน์ที่ยังอยู่ในถังหมักยังไม่พร้อมบรรจุขวด

 

 

การเข้าไปซื้อขาย Wine ใน Liv-ex จะถูกจำกัดอยู่เพียงสมาชิกของ Liv-ex เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันก็มีทั้ง กลุ่มพ่อค้าคนกลาง พ่อค้ารายย่อย Broker ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือ แม้กระทั่งผู้บริหารกองทุน Hedger Fund สนใจเข้าสมัครเข้าเป็นสมาชิก

 

 

จากปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของ Cash และ En primeur สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของ Wine ในฐานะที่เป็น Alternative Investment สำหรับคนรวย นอกเหนือไปจากการเป็นแค่เครื่องดื่มมึนเมา 

 

 

นอกจากนี้ Liv-ex ยังได้จัดทำดัชนี Liv-ex 100 Fine Wine Index ซึ่งเป็นดัชนีราคาของ Fine Wine 100 ตัวที่ได้คะแนนสูงกว่า 95 (จากนักวิจารณ์) และเป็นตัวที่มีการซื้อขายกันอย่างสม่ำเสมอใน Liv-ex (ส่วนใหญ่จะเป็น Bordeaux wines จากฝรั่งเศส) โดยปัจจุบันถือได้ว่าดัชนี Liv-ex 100 (LIVX100) นี้เป็นดัชนีชี้นำที่สำคัญที่สุดใน wine industry

 

 

เป็นที่น่าสนใจว่า ในอดีตเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว ตลาดล่วงหน้ายักษ์ใหญ่ของยุโรป ชื่อว่า Euronext ได้จัดตั้งตลาด Winefex ให้มีการซื้อขาย Wine ล่วงหน้าในรูปแบบของ Futures (ไม่ใช่ Forward อย่าง En primeur) เช่นเดียวกันกับข้าวโพดใน Chicago Mercantile Exchange หรือ ยางพาราใน AFET

 

 

สินค้าที่ Euronext นำเสนอนั้น คือ สัญญา Futures on Bordeaux wine หรือ Bordeaux Wine Futures ในตลาด เนื่องจากผู้ประกอบไม่ให้ความสนใจในการเข้าซื้อขาย โดยอ้างว่าเงื่อนไขการซื้อขายใน contract specification ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้ทั้ง Winefex และ Bordeaux Wine Futures ต้องปิดตัวไปในเวลา 9 เดือนต่อมา 

 

 

การปิดตัวลงดังกล่าวทำให้ในปัจจุบันนักลงทุนทั่วไปเสียโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมลงทุนใน Fine Wine ในรูปแบบของ Futures ที่เป็นมาตรฐานในตลาดที่มีชื่อเสียงอย่าง Euronext  

 

 

ทำให้ทางเลือกในการลงทุนที่เป็นไปได้ในปัจจุบันสำหรับนักลงทุนทั่วไป เท่าที่เห็นจะเป็นไปได้ก็คือ การลงทุนใน Wine Funds ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งการเข้าไปร่วมทุนกับผู้ประกอบการ Wine ที่มีศักยภาพ ในลักษณะของ Venture Capital 

 

 

หรืออาจจะเป็นลักษณะที่ Fund เข้าไปลงทุนใน product ของ Live-ex หรือไป Tracking ดัชนี LIVX100 (เท่าที่ศึกษายังไม่พบ Wine ETF หรือ ETN มีที่ไหนครับ) แต่สำหรับผมการได้ไวน์ดี ๆ มาเก็บเอาไว้ซัก Case 2 Case ก็น่าจะเป็นการกระจายความเสี่ยงไว้ใน Alternative Investment ที่น่าจะเพียงพอแล้วครับในสถานการณ์ปัจจุบัน