ว่าด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ

ว่าด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ

วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ได้ก่อความเสียหายแก่ประเทศมากมาย ธุรกิจจำนวนมากล่มสลาย ถูกรุกคืบซื้อด้วยราคาแสนจะถูก

ถึงวันนี้ อดีต รมต.คลัง ทนง พิทยะ ได้ออกมาเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว มีคนไทยร่วมด้วย กับ นาน โซรอส ในการทุบค่าเงินบาท ซึ่งฟังดูน่าตื่นเต้น แต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้เป็นที่รู้กันของคนวงใน แต่คนไทยลืมง่าย จึงไม่ได้สนใจอะไร
 

จนมาถึงวันนี้ ประเทศกำลังมีวิกฤติด้านการเมือง ที่มีการขัดแย้งแบ่งฝ่ายกันจนน่ากลัว ในท่ามกลางการปรองดองแต่กลับขัดกันรุนแรงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วปัญหาที่หนักกว่าและอันตรายยิ่งคือ ปัญหาความเสี่ยงของเศรษฐกิจ ที่รายได้ส่งออกลดลงมาก ขณะที่ข้าวของแพงจากน้ำท่วม 
 

แล้วการแก้ไขก็ทำไปโดย รมต.ที่ “อ่อนซ้อม” ขาดทั้งประสบการณ์ ความรู้และปัญญา ซึ่งนำประเทศสู่ระดับความเสี่ยงสูงแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน  
 

แล้วรองนายกฯ กับ รมต.คลัง ยังมาเล่นตลก จะออกพันธบัตรมากถึง 2 แสนล้าน โดยพูดออกมาอย่าง ใสซื่อ ไม่ประสาว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นปัญหา ไม่เสี่ยง พร้อมกับการให้ความมั่นใจว่า ปัญหาหนี้เสียในยุโรป จะไม่กระทบถึงไทย แน่นอน เพราะมีการติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด
 

แต่ในทางปฏิบัติ ในทันที ที่ รมต.การคลังอ่อนซ้อมพูดจบลง ศ.(พิเศษ) เจริญ วรรธนะสิน ก็ได้ออกมาแถลงบอกให้ทราบว่า การสร้างหนี้หลายแสนล้านของรัฐบาลนี้ เท่ากับก่อหนี้ให้กับประเทศ อันเป็นอันตรายยิ่ง  ซึ่งเท่ากับการเตือนให้ต้องสำเหนียกในความเสี่ยง จากการเดินหน้า สร้างภาระหนี้ เงินก็ของรัฐบาล
 

ในเรื่องนี้ หน่วยงานประจำอย่างแบงก์ชาติได้เฝ้าติดตามใกล้ชิด แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ปัญหาความเสี่ยงจากการก่อหนี้เพิ่มขึ้น กับ มีการใช้จ่ายตามนโยบายประชานิยมจำนวนมาก โดยการกู้เงินมานั้น เท่ากับทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในความเสี่ยง การมีมาตรการหลายอย่างของรองนายกฯ กับการพูดง่ายๆ ว่า จะเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวให้เข้ามากๆ เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไปจากการส่งออกลดลงนั้น ทางปฏิบัติเป็นคนละเรื่องกัน  และการหารายได้เพิ่มจากนักท่องเที่ยวนั้น ก็ไม่ใช่จะช่วยอะไรได้มาก เพราะ ต้องเสียโอกาสจำต้องให้ต่างชาติ เข้ามาใช้ทรัพยากรสนามบิน “ดอนเมือง” หารายได้แย่งจากของไทยไปเสียมากกว่า
 

อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับ คำแถลงจากคนที่ทำจริงและใกล้ชิดกับปัญหา ที่เป็นเนื้อหาที่แท้จริงในส่วนลึก ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญและเริ่มก่ออาการน่ากลัว และมีผลต่อการเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจได้ในเวลาอันสั้น นั่นคือ 
 

ท่านรอง ธปท. ได้แถลงว่า ที่ผ่านมาได้มีสิ่งผิดสังเกตเกิดขึ้น โดยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นมากถึง 16% โดยสินเชื่อครัวเรือน หรือสินเชื่อส่วนบุคคล ได้เพิ่มขึ้นมากถึง 18%
 

ตัวเลขทั้งสองถือว่า เป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้สินและการบริโภคมากผิดปกติ ที่เริ่มจะก่อปัญหา การขาดสภาพคล่องขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ และถ้าหากเกิดขึ้นจริง สภาวะจะเปราะบาง จนเมื่อเกิดอะไรขึ้นเพียงนิดเดียว ก็อาจกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาได้ 
 

แล้วประวัติศาสตร์ วิกฤติ 40 อาจกลับมาเยือนอีกครั้ง
 

ข้อมูลสำคัญคือ สิ่งที่ท่านได้สั่งการหลังจากพบความผิดปกติ ก็คือ ท่านได้สั่งให้สถาบันการเงินต่างๆ ต้องสำรองหนี้สูญเพิ่มสูงขึ้น เพื่อความไม่ประมาท หากปัญหาหนี้เสียของยุโรป เริ่มออกอาการเสียหายขึ้น
 

นี่คือ เนื้อหาที่สะท้อนถึง ความเสี่ยงจะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจได้ง่ายมากกว่าที่เคยคิดและเชื่อมาก่อน เพราะหลังน้ำท่วม การผลิตของประเทศเพิ่งจะฟื้นฟูได้ แต่การซื้อขายนั้น กลับฝืดเคือง ในสภาวะที่เกิด “เงินเฟ้อ” ขึ้นมาก เพราะ ผู้คนขาดรายได้ ไม่มีเงินใช้จ่าย ทำให้เศรษฐกิจกับสภาวะการค้าแน่นิ่ง ไม่คล่องอย่างที่นึกกันมาก่อน ก็จะทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดปัญหาขึ้นทันที ตัวอย่างเนื้อแท้ของปัญหาที่ดูได้คือ สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนสำคัญของสินเชื่อที่สูงขึ้นนั้น มาจากการซื้อรถยนต์ตามนโยบายรถคันแรก
 

ระบบการผลิตและการค้าขาย จึงหนืดและฝืดเคืองมากกว่า ทำให้การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ดีอย่างที่ควร ธุรกิจไทยหลายรายที่ขายสินค้าได้ไม่มาก เมื่อต้องการเม็ดเงินมาเสริมสภาพคล่อง ที่เริ่มจะเป็นปัญหาขึ้นมาแล้ว ทางออกเฉพาะที่เราเห็นกันคือ ผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่หลายๆ รายได้ใช้วิธีจัดรายการมหกรรมขายลดราคาหลายราย สะท้อนว่า แต่ละแห่งต่างมีความต้องการเม็ดเงิน เพื่อจะนำไปเสริมสภาพคล่องในช่วงการปิดบัญชีกลางปี ที่ต้องรักษาตัวเลขในระดับที่ดีกับธนาคารทุกแห่ง
 

ในท่ามกลางความเงียบ ที่หนี้เสียของยุโรปยังคงเป็นปัญหานั้นเอง หากเกิดปัญหาพร้อมกันทั้ง 3 ด้านคือ ค่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น จะทำให้สินค้าแพง และสภาวะเงินเฟ้อจะกลับคืนมา ทำให้เกิดปัญหาชะงักงันได้สูงมาก
 

แล้วจากปัญหาของแพง ค่าแรงสูง ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นนั้น จะทำให้ผู้บริโภคลดการบริโภคลง เกิดกลายเป็นสภาวะเศรษฐกิจชะงักงันขึ้น ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาใหญ่คือ วิกฤติเศรษฐกิจจากการขาดสภาพคล่องจะเกิดขึ้นทันที ทั้งนี้ สาเหตุใหญ่ก็มาจากรัฐบาลนั่นเอง ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยการเพิ่มการสร้างหนี้ โดยกู้เงินด้วยการออกพันธบัตร จึงทำให้หนี้ของประเทศสูงขึ้นทันที
 

ขณะเดียวกัน ในประเทศเองจะมีปัญหาฝืดเคือง เกิดปัญหา stagflation ขึ้นมา โดยที่ธุรกิจขนาดเล็กจะขาดสภาพคล่องมากขึ้น แล้วเมื่อใดที่ปัญหาหนี้ยุโรป แก้ไขไม่ได้ และลุกลามขึ้น ก็แน่นอนว่า น้ำนอกเขื่อนที่รูรั่ว จะไหลทะลักทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดปัญหาได้
 

แล้วทางเดียวที่จะชะลอได้ นั่นคือ การต้องขายทรัพย์ แลกกับสภาพคล่อง  ซึ่งเจ้ามือใหญ่กำลังไปนำเอาทุนต่างชาติเข้ามารอพยุงและนั่งรอซื้อทรัพย์สินในนามของผู้ลงทุนต่างชาติรายใหม่ ที่พ่อค้ารายหนึ่ง กำลังออกข่าวดีใจว่า จีนจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้เดินไปได้
 

ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นไปได้ แต่ทรัพยากรไทย จะถูกรักษาและครอบครองโดยคนและทุนของต่างชาติในไทยเป็นส่วนใหญ่ แล้วเสรีภาพทางเศรษฐกิจจะเป็นของใคร ชาติไหนกันแน่