จอดำ ตาสว่าง กับ Economic Rent

จอดำ ตาสว่าง กับ Economic Rent

เดือนนี้ ก็ขอพูดเรื่องสุดฮอตก็เรื่อง จอดำ นี่แหละครับ แล้วก็เลยต้องไป เคาะสนิม วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เรียนมา ต้องใช้เวลาสักเล็กน้อยถึงพอควร

ขออนุญาตเอาโปรยหัวส่วนหนึ่งของคุณปานใจที่ลงในกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 25 มิ.ย. มาใช้นะครับ  เพราะว่ามัน “โดน” มากเลย แน่นอนครับในเดือนนี้ ก็ขอพูดเรื่องสุดฮอตก็เรื่อง จอดำ  นี่แหละครับ  แล้วก็เลยต้องไป เคาะสนิม วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เรียนมา ต้องใช้เวลาสักเล็กน้อยถึงพอควร เนื่องจากมันนานมากแล้ว แต่ก็อาศัย Professor Google  นี่แหละ ทำให้ประหยัดเวลาไปมาก

 

คนเรานี่ก็แปลก  ฟุตบอลแข่งกันตั้งยุโรป  ประเทศชาติก็ไม่ใช่ของเรา  เชียร์อย่างเอาเป็นเอาตาย  อดตาหลับขับตานอนมาถ่างตาดู  นอกจากเพื่อความมันในอารมณ์แล้ว  ก็ยังนึกไม่ออกว่าทำไม  ตัวผมเองก็เคยเป็นอย่างนี้เหมือนกันครับ  จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์วันนี้แหละที่ได้คิด  และเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้ดูสักแมทช์เลย  ข่าวคราวก็เลยเลิกตามไปโดยปริยาย  ไม่ว่าจะเป็นตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือรายการเล่าข่าวชื่อดัง  ก็เลยอยากจะบอกว่าเพิ่งจะมา “ตาสว่าง” เอาตอนนี้

 

สิ่งแรกที่มองหา ก็คือ หา "สินค้าทดแทน" บังเอิญสามารถทำได้และหามาได้อย่างเหมาะเจาะมาก (perfectly substitute) โดยมีลักษณะของสินค้า (product features) ที่ทำให้ผมมีความสุขเต็มที่ (marginal utility = 0) กล่าวคือ ตื่นเต้น ได้ลุ้นสนุก ไม่ต้อง (แหกตา) ตื่นมาดู และ “สินค้า” บางตัวยังทำให้รักประเทศไทยมากขึ้นด้วย

 

สินค้าของผมมีอะไรบ้างหรือครับ ผมหันไปดูรักบี้, เทนนิสวิมเบิลดัน, แบดมินตัน SCG Thailand Open และที่ทำให้ผม น้ำตาซึมด้วยความปีติ ในความเป็นชาติ ก็คือ FIVB Volleyball  Gran Prix ที่สาวไทยเอาชนะทีมระดับโลกหลายๆ ทีมได้อย่างสม่ำเสมอ (ไม่ใช่ฟลุ้ค)  ผมคงไม่กล่าวในรายละเอียดของแต่ละเกมว่าเป็นอย่างไร เพราะเดี๋ยวมันจะไม่จบแล้ว “ปลิ้น” ไปเป็นบทความเรื่องกีฬาพาเพลินไป

 

เอาล่ะตอนนี้ผมก็มีความสุขที่สามารถหาสินค้าทดแทน  (Substitution Goods) มาสนองความต้องการผมได้แล้ว  ก็เลยมาเข้าเรื่องจอดำของเราเลย  ข้อเท็จจริง ก็คือ มีเอกชนเจ้าหนึ่งของไทยสมมติว่าชื่อ อากู๋ มองเห็นความคลั่งของคนไทย และก็ดีดลูกคิดดูแล้วเห็นว่าจะได้กำไรและสามารถจะทะลุทะลวง (penetrate) เข้าไปในตลาดทางด้านสื่อโทรทัศน์แบบชำระเงินได้  ก็เลยไปประมูลแล้วก็ได้ deal จากทางผู้จัดฟุตบอลได้ด้วยราคาที่น่าจะแพง  พอกลับมาเมืองไทยก็มาตกลงกับทางผู้เผยแพร่ทางโทรทัศน์  ก็ตกลงได้หลายช่องอยู่ แต่ไม่ครบทุกช่องของ Free TV  รวมถึง operator เคเบิลทีวีเจ้าหนึ่งขอเรียกชื่อว่า อาเฮีย  ซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้  ในระหว่างนั้น อากู๋ก็ขายกล่องไปเรื่อยๆ ขายได้เท่าไรไม่รู้ แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยดี  สังเกตจากใบหน้าของอากู๋ในหนังสือพิมพ์   

 

ผลเป็นอย่างไรคงไม่ต้องนำมาขยายความเพราะเป็นอย่างที่รู้กันอยู่  ก็คือ ผู้บริโภคที่อยากดูฟุตบอลและไม่ได้ซื้อกล่อง และไปหาซื้อหนวดกุ้งไม่ได้  ก็เลยไม่ได้ดูฟุตบอล  ประเด็นสำคัญ ก็คือ  ประการที่หนึ่ง  ธุรกิจเอกชนตกลง deal ทางธุรกิจกันไม่ได้  แล้วเอาผู้บริโภคเป็นตัวประกัน  ดูเหมือนว่ากำลังจะ “ลอยนวล”  ประการที่สอง  Economic Rent ที่เกิดขึ้น พวกเรา (รวมถึงทางการด้วย) จะจัดการอย่างไร

 

มารู้จัก Economic Rent กันสักเล็กน้อย  ตอนที่ผมเรียนเศรษฐศาสตร์  อาจารย์แปลตรงตัวเลยว่า คือ ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ  อ่านอย่างไรก็ไม่เข้าใจ  มาเข้าใจตอนจบมาสักสามสิบปีนี่แหละ  ผมปรึกษาอาจารย์ของผม (Google และ Wikipedia) สรุปภายในสองบรรทัดนี่แหละว่า  Economic Rent คือ “กำไรเกินปกติ”  ที่สามารถเกิดขึ้นได้หลายอย่าง  อาทิเช่น 

 

 

ความสามารถพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์  ลักษณะตัวตนของดาราบางคนและบางลักษณะที่ “โดน” คนดูมาก  หรือกลไกทั้งทางตลาดและไม่ใช่ตลาดที่ทำให้เกิดกำไรเกินปกติเกิดขึ้น อาทิเช่น  การให้สัมปทาน หรือการประมูลได้สิทธิบางอย่างแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Rights)  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิด  Economic Rent ทั้งสิ้น

 

ประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ ก็คือ  เราคงจะไปบังคับไม่ให้เกิด Economic Rent ได้ทั้งหมด  อาจจะกระทำได้ในบางกรณีและบางส่วน  เช่น กรณีสัมปทาน  แต่เราคงจะไปห้ามน้องอั้มไม่ให้ "hot" ก็คงไม่ได้  หรือจะไปห้ามไม่ให้สาวๆ (ทั้งสาวมากและสาวน้อย) ไปปลื้มณเดชได้  สิ่งที่ทางเศรษฐศาสตร์บอกกล่าวไว้ ก็คือ  เมื่อเกิดกำไรเกินปกติขึ้นมา  ทำอย่างไรทางการจะเข้ามา  “เก็บ” ส่วนเกินนั้นมาได้มากขึ้น  เพื่อที่จะได้ “เก็บเกี่ยว” ประโยชน์จากส่วนเกินนั้น จากการนำไปใช้ในการบริหารการคลัง  ซึ่งได้แก่ งบประมาณของรัฐ

 

กลับมาดูเรื่องอากู๋และอาเฮียของเรา  ดูเหมือนว่าทางการก็ยังคงไม่ได้ทำตามสิ่งที่วิชาเศรษฐศาสตร์แนะนำไว้  การปรับเงินเพียงเล็กน้อย (จริงๆ)  ก็ไม่มีทางที่จะทำให้อากู๋และอาเฮียรู้สึกอะไรได้  คงต้องฝากทางการต้องไปแก้ไขระเบียบ/ ข้อบังคับ/กฎหมายของทางการเพื่อที่จะ empower ตัวเองสามารถที่จะ “เก็บ” และ “เก็บเกี่ยว” ส่วนเกินที่เกิดขึ้น  นำมาใช้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

 

มาตรการทางสังคม (Social Sanction) ของเราก็ยังอ่อนแอยังไม่สามารถทำให้ Economic Rent ที่เกิดขึ้นมีการ “Redistribute” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอขอบคุณองค์กรที่นำเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาล  ผลจะเป็นอย่างไรไม่รู้  แต่คะแนนความตั้งใจได้เต็มสิบจากผมครับ  และผมมีความมั่นใจว่า  ปรากฏการณ์จอดำอย่างนี้ต้องเกิดขึ้นอีกแน่นอน  ตราบใดที่ยังไม่มีกลไกที่จะ “เก็บ” และ “เก็บเกี่ยว” Economic Rent มาให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้

 

ผู้บริโภคนั่นแหละตัวดี  ต้องพยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยประจำชาติเรื่อง  “ลืมง่าย” เขาทำอะไรกับเราไว้ ก็อย่าลืมกันง่ายๆ  หาโอกาส (ในทางที่ถูกที่ควร) ตอบแทนสิ่งที่เขาทำกับเราไว้  ผมเชื่อว่าจะมีโอกาส  และหากพวกเราไม่ช่วยกัน “ดูด” Economic Rent ออกมา ก็จะมี มนุษย์พันธุ์พิเศษพันธุ์หนึ่งเข้ามา “ดูด” แทนคุณ แต่ผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับพรรค (พวก) ของเขา กลับไปดูประวัติศาสตร์บ้างก็จะรู้ดี  สวัสดี