Blame It On The Speculation

Blame It On The Speculation

บทความวันนี้ ผมจงใจที่จะตั้งชื่อให้ไปคล้ายกับ เพลง “Blame It On The Alcohol”

บทความวันนี้ ผมจงใจที่จะตั้งชื่อให้ไปคล้ายกับ เพลง “Blame It On The Alcohol” ขับร้องโดย Jamie Foxx และ Featuring โดย T-Pain ซึ่งต่อมาชื่อและเพลงนี้ก็ได้ถูกนำไปใช้เป็นชื่อและเพลงประกอบใน Episode 14 Season 2 ของ Glee ซีรีส์โด่งดังในประเทศสหรัฐอเมริกา  

 

จากความตามเนื้อร้องของเพลงและเนื้อเรื่องจากซีรีส์ พฤติกรรม “Blame It On The Alcohol” ในที่นี้ มีความหมาย หรือพยายามสื่อความไปถึง พฤติกรรมในสถานการณ์หนึ่งๆ ที่เมื่อไม่รู้จะโยนความผิดให้ใคร วิธีการที่ง่ายที่สุด ก็คือ โยนความผิดไปให้ Alcohol (หรือโยนความผิดไปให้คนอื่นนั่นเอง)

 

พฤติกรรมในทำนอง Blame It On Alcohol นี้ มีให้เห็นอยู่ดาษดื่นครับ อาทิเช่น ในช่วงนี้เมื่อราคายางพาราปรับตัวลดลงมา (อยู่ที่ราคาประมาณ 100 บาท/กก. สำหรับยางแผ่นรมควันชั้นสามในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าของไทย (AFET) และ 94 บาท/กก. ในตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่)  ซึ่งก็ชัดเจนว่ามีสาเหตุมาจาก Demand ที่ลดน้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจของจีน (ประเทศผู้ใช้รายใหญ่) ซึ่งได้รับผลกระทบมาอีกถอดหนึ่งจากวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป (ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน) แต่ก็มีพฤติกรรม Blame It ให้เห็นจากผู้คนจากภาครัฐและเอกชน ที่ต่างมาประสานเสียงว่ากล่าวหาหรือโยนความผิดให้ การเก็งกำไร (Speculation) และนักเก็งกำไร (Speculator) ในตลาดสินค้าล่วงหน้า ว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ยางพารา มีราคาตกต่ำในครั้งนี้

 

ย้อนไปเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว หากหลายท่านยังจำกันได้ เมื่อราคาน้ำมัน NYMEX ทะยานขึ้นไปเกือบแตะ 150 ดอลลาร์  สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกา (US House of Representatives) ได้พยายามออกกฎหมายที่มีผลบังคับให้ คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าของสหรัฐ (U.S. Commodity Futures Trading Commission ; US CFTC) ใช้อำนาจฉุกเฉินตามกฎหมายเข้าตรวจสอบและควบคุมพฤติกรรมการเก็งกำไร หรือ Speculation ในการซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า จำเลยสำคัญที่  ส.ส. สหรัฐ ส่วนใหญ่ต่างใช้พฤติกรรม Blame it ว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำมันในช่วงนั้นปรับตัวสูงขึ้น 

 

ต่อมาก็ได้มีการชี้แจงจาก CFTC ครับ โดย DR. Jeffrey Harris หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ของ CFTC ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการด้านเกษตรของสภาผู้แทนสหรัฐ ว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งรวมไปถึงสินค้าเกษตรล่วงหน้าและพลังงานในครั้งนั้น ไม่ได้ถูกปั่นขึ้นด้วยการเก็งกำไร แต่ราคาของสินค้าล้วนปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ทั้งด้านจุลภาค (Micro) และมหภาค (Macro) ได้แก่ 1. Demand เพิ่มขึ้นจากประเทศกำลังพัฒนา 2. Supply ลดลงเนื่องจากภูมิอากาศที่ผิดปกติไปทั่วโลก (เช่น ในประเทศจีนและอินเดีย) หรือปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ และ 3. การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่ร่วมกันเป็น “Perfect Strom” ที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

 

จากทั้ง 2 ตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ชัดครับว่า ไม่ว่าราคาสินค้าจะปรับตัวขึ้นทั้งในฝั่งของขาขึ้น หรือจะปรับตัวลงในฝั่งของขาลง  ผู้ที่ไม่เข้าใจกลไกตลาดทั้งในฝ่ายการเมือง ข้าราชการ หรือเอกชน  มักจะยัดเยียดความผิดให้กับการเก็งกำไร (Blame It On The Speculation) แทบทุกครั้งไป

 

เหตุการณ์อย่างนี้ มิใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้นครับ แต่ความพยายามที่จะโจมตีการเก็งกำไร ซึ่งบ่อยครั้งก็ลามปามไปถึงการโจมตีการซื้อขายล่วงหน้าทั้งระบบไปด้วย อาทิเช่น โจมตีว่าการซื้อขายล่วงหน้าซึ่งการซื้อขายสัญญาที่เป็น Paper Trade ว่า เป็นการพนัน (ไม่มีประโยชน์ต่อระบบตลาดโดยรวม) ได้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องมาเป็น 100 ปีแล้ว (และคงจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตอย่างแน่นอน)

 

ตัวอย่างของกรณีที่เลวร้ายที่สุดในการโจมตีการซื้อขายล่วงหน้า เห็นจะเป็น กรณีที่เกิดขึ้นในรัฐอิลลินอยส์ (ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองชิคาโกศูนย์กลางการซื้อขายล่วงหน้าของโลก) ในปี ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410) สภาของรัฐอิลลินอยส์ได้ผ่านร่างและบังคับใช้กฎหมายว่า ผู้ใดที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า ถือว่ามีความผิดเกี่ยวกับการเล่นการพนัน มีโทษปรับ 1,000 ดอลลาร์และโทษจำคุก 1 ปี ซึ่งในตอนนั้นคณะกรรมการของตลาดล่วงหน้าชิคาโก หรือบอร์ดของ Chicago Board Of Trade (CBOT) หลายท่านได้ถูกจับกุม เพื่อดำเนินคดีข้อหาดังกล่าวด้วย

 

 

ว่ากันว่า มีความพยายามในการเสนอร่างกฎหมายมากกว่า 100 ฉบับที่ได้มีการยื่นเข้าสภาผู้แทน (ส.ส.) ของสหรัฐ โดยมีจุดประสงค์ที่จะห้ามการซื้อขายล่วงหน้า (Futures Trading) ในสหรัฐ แต่ก็โชคดีที่ร่างกฎหมายส่วนใหญ่จะไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทน ส่วนน้อยที่ผ่านสภาผู้แทนแต่ก็ไม่ผ่านวุฒิสภา เว้นแต่ในปี ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) ที่ทั้งสภาผู้แทนและวุฒิสภาได้ผ่านกฎหมาย Onion Futures Act ซึ่งเป็นกฎหมายเพื่อห้ามการซื้อขายล่วงหน้า ONION FUTURES หรือ “หัวหอม” ซึ่งมีซื้อขายกันอยู่ที่ Chicago Mercantile Exchange (CME) 

 

 

การซื้อขายหัวหอมล่วงหน้าที่สหรัฐในช่วงนั้น ถูกโจมตีว่า เป็นต้นเหตุให้ราคาหัวหอมเกิดความผันผวน ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับหัวหอม ทั้งๆ ตามข้อเท็จจริงแล้ว ราคาหัวหอมในตลาดจริง (Spot Market) ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีการซื้อขายหัวหอมล่วงหน้าใน CME มีความผันผวนมากกว่าในช่วงที่มีการซื้อขายหัวหอมใน CME เสียอีก อีกทั้งก็ไม่มีข้อสนับสนุนจากทฤษฎีใดที่สามารถพิสูจน์ออกมาได้ว่า เมื่อมีการซื้อขายล่วงหน้าในสินค้าชนิดใดแล้วจะเป็นการเพิ่มความผันผวนของราคาในสินค้าชนิดนั้นๆ ดังกล่าว

 

 

จึงมีข้อสังเกตที่ตามมาว่า การโจมตีการซื้อขาย Onion Futures ในครั้งนั้น อาจมีวัตถุประสงค์อื่น เช่น คนในวงการซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนกลาง ไม่อยากให้มีการซื้อขายล่วงหน้า เพราะว่าการซื้อขายล่วงหน้าจะช่วยสะท้อนข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน เกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าหัวหอมให้เป็นข้อมูลสาธารณะที่สามารถเข้าถึงได้ (ทำให้เขาเหล่านั้นมีข้อได้เปรียบด้านข้อมูลลดน้อยลง) แต่คนในวงการอาจชอบที่จะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้าหัวหอม โดยรู้กันเองอยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งอาจทำให้คนในวงการสามารถนำไปใช้หาประโยชน์จากเกษตรกรและผู้บริโภคได้ง่ายกว่าตอนมีการซื้อขายล่วงหน้า

 

 

เช่นเดียวกันกับในประเทศไทยของเรา ซึ่งผู้คนจำนวนมากยังคงมีความเชื่อว่าการเก็งกำไรนั้นเป็นโทษ อีกทั้งยังก็มีจำนวนที่เชื่อว่าการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (เช่น การซื้อขายใน AFET) เป็นเพียงแค่การซื้อขายกระดาษที่ส่งเสริมให้คนมาซื้อขายเก็งกำไร ทั้งๆ ที่ก็มีความชัดเจนอยู่แล้วทั้งด้านทฤษฎีและผลเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นจริงในต่างประเทศ (อาทิเช่น สินค้าน้ำมันปาล์มในประเทศมาเลเซีย) ว่า การซื้อขายสินค้าล่วงหน้านั้นจะมีส่วนช่วยเพื่อประสิทธิภาพของระบบกลไกการซื้อขายสินค้าเกษตรโดยรวมของประเทศได้

 

สำหรับบุคคลหรือพฤติกรรมที่สมควรโดน Blame It ที่แท้จริง (และต้องถูกจับติดดำเนินคดีด้วย) คือ บุคคลที่มีพฤติกรรมทำกำไรโดยการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นโดยใช้วิธีฉ้อฉลต่างๆ (เช่น การใช้ข้อมูลภายใน การปล่อยข่าวลือ หรือการกักตุนสินค้าแล้วปั่นราคา) ซึ่งเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมผู้ที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด รวมถึงต้องพยายามทำความเข้าใจกับสังคมในเรื่องของการซื้อขายล่วงหน้ากันต่อไป