หลายท่านคงทราบว่า ผมเองได้เกษียณอายุจากการเป็นผู้บริหารบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่ต้นปี 2555 เป็นปีที่ธุรกิจขายตรงแห่งนี้
มีอายุครบ 25 ปี ชนิดตัวผมเองอดทึ่งไปกับธุรกิจนี้ไม่ได้
คนไทยให้ความสำคัญกับปีที่ 25 ถือเป็นเบญจเพส เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ขณะที่โลกตะวันตกเปรียบคู่ครองใช้ชีวิตร่วมกันมาถึงปี 25 ว่าเป็น Silver jubilee จำได้ว่าช่วงที่แอมเวย์เปิดตัวธุรกิจขายตรง MLM ขึ้นมา แทบไม่มีใครในบ้านเรารู้จักธุรกิจนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าขายตรงหลายชั้น MLM (Multi-level marketing) รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ต่างจากขายตรงชั้นเดียวเดินเคาะประตูบ้านขายสินค้าตรงไหน
สำคัญกว่านั้น ก่อนหน้าเราเปิดธุรกิจนี้ขึ้น “แชร์ลูกโซ่” ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง บางคนนำธุรกิจขายตรงไปเหมารวมกับ Money game หรือแชร์ลูกโซ่ แต่เรายืนหยัดพิสูจน์ตัวเอง สามารถก้าวข้ามขวากหนามนั้นมาได้
ผมเองร่วมงานกับแอมเวย์ในช่วงที่บริษัทเปิดดำเนินการได้ไม่นาน จำได้ว่า ปีแรกเรามียอดขายเพียง 61 ล้านบาท
ล่าสุดเรามียอดขายในปี 2554 ถึง 15,500 ล้านบาท มีนักธุรกิจแอมเวย์ดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง 330,000 รหัส มีผู้สมัครสมาชิกเพื่อใช้สินค้าอีก 720,000 รหัส เรากำลังจะย้ายไปสำนักงานใหญ่แห่งใหม่มูลค่ากว่าหนึ่งพันหนึ่งร้อยล้านบาท และกำลังรอคอยยอดขายผ่านหลักสองหมื่นล้านด้วยใจจดจ่อ
ตลอดระยะเวลา 25 ปีต้องยอมรับว่า ถนนเส้นนี้มีทั้งผู้สมหวังและผิดหวัง ถึงแม้เราจะเป็นธุรกิจที่เปิดกว้าง แต่การเป็นนักธุรกิจแอมเวย์อยู่บนพื้นฐานความมุ่งมั่นทุ่มเท ค่อยๆ ไต่ลำดับความสำเร็จ ไม่มีทางลัดใดๆ
แน่นอนในฐานะ (อดีต) ผู้บริหาร มีส่วนทำให้องค์กรเติบโต มียอดขายเป็นหมื่นล้าน ด้านหนึ่งย่อมหมายถึงความภาคภูมิใจ แต่การทำให้ “ขายตรง” เป็นหนึ่งในอาชีพ สร้างรายได้ประจำและอาชีพเสริมให้ผู้คนจำนวนมาก นั่นคือความภาคภูมิใจที่มากกว่า
เช่นเดียวกับความรู้สึกดีๆ เราคือองค์กรยึดมั่นกับการแบ่งปันสู่สังคม (CSR) ตั้งแต่วันแรก เพราะนี่คือรากฐานธุรกิจที่สำคัญ ความภาคภูมิใจนี้ยังมาจากการที่เราเป็นผู้นำตลาด แต่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์และรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนไทย การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาย่นระยะเวลาให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว
จากยุคแรกที่ผู้บริโภคกว่าจะได้รับสินค้าต้องใช้เวลาหลายๆ วัน ปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น เรานำ e-Commerce หรืออินเทอร์เน็ตมาใช้กับธุรกิจขายตรงได้อย่างลงตัว โดยมีแอมเวย์ ช็อป เป็นตัวเชื่อมต่อ ทำให้สินค้าถึงผู้บริโภคเร็วและง่ายที่สุด
ทุกวันนี้เราไม่ได้มองเพียงการแข่งขันกับธุรกิจขายตรง แต่จะใช้ศักยภาพของเราก้าวสู่ตลาดค้าปลีกที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า นั่นคือ อนาคตของเรา
กระนั้นก็ตาม ถึงแม้จะปรับเปลี่ยนตัวเองให้ล้ำสมัย มีเป้าหมายใหม่ๆ ท้าทายกว่าเก่า แต่ไม่เคยลืมว่าเราคือธุรกิจขายตรง สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ การปรับ Operations ให้ทันสมัย
ครั้งหนึ่งข้อเขียนของผมเคยเปิดประเด็นไว้ในกรุงเทพธุรกิจว่า การย้อนไปมองความสำเร็จในอดีตเพื่อเป็นแรงบันดาลใจไปสู่เส้นชัยใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เราสามารถนำความสำเร็จ นำบทเรียน มาสานต่อธุรกิจ เพื่อก้าวไปสู่ความมั่นคงแข็งแรงในอนาคต เส้นทาง 25 ปีของแอมเวย์ยึดมั่นในแนวทางนี้เสมอ แนวทางนี้ยังใช้ได้กับทุกๆ ธุรกิจ
มีข้อแม้เพียงเราอย่าหลงไปกับเสียงชื่นชมรอบทิศ โดยหลงลืม ไม่ยอมหันมาสำรวจตัวเองว่ามีข้อบกพร่องอะไร มีสิ่งใดต้องปรับปรุงแก้ไข กลายเป็นการติดกับดักความสำเร็จ ตกหลุมสบาย Comfort Zone กลายเป็นไม่ยอมพัฒนาตัวเองไปข้างหน้า
ถึงนาทีนี้ ผมก็ยังยืนยันแนวคิดเช่นนี้
ก่อนจบข้อเขียนชิ้นสุดท้ายของผมในกรุงเทพธุรกิจ ต้องขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกคนที่เฝ้าติดตามอ่านคอลัมน์ผมมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับทุกคำเสนอแนะและติชม
สำหรับผู้อ่านที่ต้องการติดตามผลงานข้อเขียนต่อๆ ไปของผม ซึ่งจะตีพิมพ์ในนิตยสารภายในของ แอมเวย์ประเทศไทย สามารถติดตามได้ที่ www.facebook.com/amwaythailand
สวัสดีครับ
*หมายเหตุ ติดตามบทความของ กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ในเดือนกรกฎาคม 2555 นี้เป็นต้นไป








