เปิดซื้อขายอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ ดอลลาร์ล่วงหน้า หรือ USD Futures ที่ตลาดอนุพันธ์หรือ TFEX
เปิดซื้อขายอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ ดอลลาร์ล่วงหน้า หรือ USD Futures ที่ตลาดอนุพันธ์หรือ TFEX โดยเป็นผลงานของการประสานนโยบายภาคการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย กับนโยบายภาคตลาดทุนของสำนักงาน ก.ล.ต. ผ่านการทำงานของตลาดอนุพันธ์ ทำให้ประชาชนชาวไทยได้มีเครื่องมือเพื่อใช้ในการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา
ดอลลาร์ เป็นเงินสกุลที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ทั้งในการติดต่อค้าขายและการกำหนดราคา ตลาดอนุพันธ์จึงเริ่มต้นด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์กับเงินบาท โดยคาดหวังว่า จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้งานของภาคผู้ประกอบการ ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้า โดยสามารถที่จะใช้ควบคู่ไปได้กับธุรกรรมการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินล่วงหน้า ที่ทำกับธนาคารพาณิชย์
ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ มักมีอำนาจการต่อรองสูง ทำให้ราคาที่ซื้อขายเงินตราต่างประเทศกับธนาคารพาณิชย์นั้นมีอัตราที่ดี แตกต่างจากผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะมีอำนาจการต่อรองกับสถาบันการเงิน การเข้ามาใช้ดอลลาร์ล่วงหน้าที่ตลาดอนุพันธ์จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ประกอบการ สามารถบริหารจัดการกับความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผู้ลงทุนที่มีพอร์ตการลงทุนในต่างประเทศ หรือ การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ นับว่ามีความเสี่ยงทั้งจากราคาสินทรัพย์ที่ตนเองถืออยู่ และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวน การใช้ “ดอลลาร์ล่วงหน้า” เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการเรื่องค่าเงิน จึงเป็นแนวทางที่ทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก เพราะการลงทุนในต่างประเทศที่เกิดขึ้นในระยะนี้ เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการลงทุนโดยตรงในธุรกิจต่างประเทศ และการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ ประกอบกับการเปิดเสรีระหว่างภูมิภาคอาเซียนในปี 2558 การติดต่อด้านธุรกิจระหว่างประเทศที่จะเกิดขึ้น ต้องเกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ตลาดอนุพันธ์จึงหวังว่าในอนาคตนั้นจะได้ขยายไปสู่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยนสกุลอื่นๆ ต่อไป
ทั้งนี้ การเปิดตัว “ดอลลาร์ล่วงหน้า” ถือว่าสอดรับกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่สูงขึ้นนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ของสหภาพยุโรปในปีที่ผ่านมา และยังคงเป็นที่คาดการณ์ว่าจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการแก้ไขสภาพเศรษฐกิจของยุโรป สำหรับค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในรอบปีที่ผ่านมา อ่อนค่าลงและมีความผันผวนมากขึ้น โดยได้ปรับตัวจาก 30.1531 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อสิ้นปี 2553 เป็น 31.7518 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อสิ้นปี 2554 และในปีนี้นั้นเงินบาทยังคงอ่อนค่าลงไปที่ 31.9160 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนพ.ค. 2555
การปรับตัวอ่อนค่าลงของเงินบาทนี้ เป็นผลจากการที่ดุลยภาพของเศรษฐกิจโลกได้ปรับเปลี่ยนไป กล่าวคือ เงินสกุลดอลลาร์ปรับตัวแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับเงินสกุลยูโรแม้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2551 จะยังคงไม่ปรับตัวดีขึ้นมากนัก แต่สภาพความอ่อนแอทางเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการผิดชำระหนี้ของประเทศกรีซนั้นได้เรียกร้องความสนใจจากชาวโลก และยังแสดงความกังวลต่อเนื่องไปยังประเทศสเปนและอิตาลีที่มีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่กว่ากรีซอย่างมาก ภาพสะท้อนความกังวลเหล่านี้เห็นได้จากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลยูโรที่ตกต่ำลงอย่างมาก และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้นตอบรับกับอันดับเครดิตที่ถูกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักยังคงพยากรณ์ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปนี้ จะต้องใช้เวลาเป็นปีถึงหลายปี เนื่องจากความแตกต่างของเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ในขณะที่ค่าเงินยูโรผูกติดกัน การปรับตัวของประเทศที่อ่อนแอกว่าจึงเป็นไปได้ยาก เมื่อเทียบกับวิกฤตการณ์ของไทยในอดีตนั้น จะเห็นได้ว่าค่าเงินบาทของเราได้ปรับตัวอ่อนลงไปอย่างมากในช่วงดังกล่าว จนค่าเงินบาทถูกมากเมื่อเปรียบกับเงินสกุลอื่นๆ ดุลการค้าของไทยจึงมีสถานะดีขึ้นเรื่อยๆ จากการที่สินค้าและบริการสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้จำนวนมาก และการนำเข้าน้อยลงเพราะสินค้าต่างประเทศนั้นมีราคาสูงขึ้นมากเป็นผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนลง
ประเทศไทยจึงใช้เวลาไม่มากนัก ในการปรับตัวหลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในปี 2540 แต่ในกรณีของสหภาพยุโรปนั้น มีเงื่อนไขของการใช้เงินสกุลเดียวกันแต่สภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศแตกต่างกัน และจากสภาพการใช้ชีวิตของคนยุโรปที่เป็นประเทศที่มีความเจริญมาเป็นระยะเวลานานแล้ว และมีสวัสดิการภาครัฐที่ดูแลประชาชนอย่างดี ประชาชนมีสภาพการจ้างงานที่ค่อนข้างดี เช่น ในฝรั่งเศสที่แม้แต่ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ก็หยุดทำการในวันอาทิตย์
บางครั้งก็นึกเสียดาย ที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถใช้จ่ายเงินได้อย่างคล่องมือในช่วงวันหยุดที่ปารีส ซึ่งในปัจจุบันนั้นมีนักท่องเที่ยวนิยมไปท่องเที่ยวในยุโรปมากขึ้น จึงน่าจะเป็นโอกาสของการเพิ่มพูนรายได้ของธุรกิจประเภทที่ตอบสนองต่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวเอเชียที่มีรายได้ดีและนิยมบริโภคสินค้าจากยุโรป โดยสรุปแล้วการแก้ปัญหาของยุโรปนั้น ยังเป็นปมที่ท้าทายและต้องใช้เวลา ความผันผวนของค่าเงินสกุลหลักของโลก เช่น ดอลลาร์ และ ยูโร จึงยังคงต้องเป็นโจทย์ใหญ่ให้กับชาวโลกและชาวไทยต่อไปค่ะ








