วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้หญิงของมาร์ค

บอกไว้เลยว่า "มาร์ค" คนนี้ ไม่ใช่อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย แต่เป็นมาร์ค ซีอีโอ ของเฟซบุ๊ค มหาเศรษฐีของโลกในวัยเพียง 28 ปี

ผู้หญิงที่จะพูดถึงนี้ ก็ไม่ใช่ ภรรยาสาวสวยที่เขาเพิ่งแต่งงานด้วย แต่เป็นผู้หญิงของมาร์คที่ชื่อ เชอริล แซนเบิร์ก วัย 42 ปี ผู้บริหารหมายเลขสองของเฟซบุ๊ค ซึ่งมีผลงานอันโดดเด่น เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และผมได้มีโอกาสพบเธอเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในพิธีแจกปริญญาบัตรแก่ บัณฑิต MBA

 

เธอเป็นศิษย์เก่า MBA ที่นั่น และครั้งนี้ได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัย เชิญมาแสดงปาฐกถาพิเศษ เพื่อให้ข้อคิดแก่รุ่นน้อง MBA ซึ่งพอสรุปคำแนะนำของเธอได้ว่า ในการหางานทำ จงอย่าให้ความสำคัญกับ ตำแหน่ง มากจนเกินไป แต่ให้ทำงานอะไรก็ได้ที่เห็นว่า มีโอกาส  มีศักยภาพที่จะเติบโต และสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญได้ (opportunities, growth, and impact)

 

เธอแนะให้ กล้าที่จะก้าวไปทิศทางใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านข้าง ลงล่าง ไปข้างหน้า หรือแม้จะต้องก้าวออกไปจากสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าเธอกำลังบอกให้ กล้าเสี่ยง นั่นเอง นอกจากนั้น ยังแนะให้ เติม "ทักษะ" ให้ตนเองตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงพยายาม เติม "ประวัติ" ให้ดูดีขึ้นเท่านั้น และให้ ทำงานที่จับต้องได้ เช่น งานขาย งานผลิต รวมทั้ง "ไม่ต้องไปวางแผนอะไรมากมายนักก็ได้"

 

เธอยกตัวอย่างว่าตอนที่เธอเรียนจบ MBA นั้น เธอก็ใช้วิธีของ MBA คือใช้สเปรดชีท ในการวิเคราะห์ว่าจะเลือกงานอะไรดี แต่พอได้ข้อเสนองานจาก กูเกิล ปรากฏว่าเป็นงานที่ ไม่มีอะไรตรงกับบทวิเคราะห์ในสเปรดชีทสักอย่าง แถมกูเกิลในขณะนั้น ก็ยังเป็นบริษัทที่ มองไม่เห็นอนาคตด้วยซ้ำไป

 

แต่เธอก็ตอบรับและเติบโตกับกูเกิล ก่อนที่จะไปประสบความสำเร็จต่อที่ เฟซบุ๊ค ซึ่งก่อนไปที่นั่น หลายคนก็ถามอีกว่า ทำไมคิดจะไปทำงานให้เด็กอายุเพียง  23 ปีเท่านั้น (ตอนแซนด์เบิร์กเรียนจบฮาร์วาร์ดนั้น มาร์คอายุเพียง 11 ขวบ) แต่เธอก็ตอบว่า เฟซบุ๊คคือโอกาสที่ท้าทาย

 

แซนเบิร์ก ยังแนะนำว่า ในโลกยุคใหม่ซึ่งเชื่อมโยงกันไปหมดนี้ ผู้นำ ก็จะต้องมีทักษะแบบใหม่ด้วย คือต้องเปลี่ยนจากวิธีสั่งการและควบคุม มาเป็นการสื่อสารเพื่อปลุกเร้าผู้ตาม ได้เป็นอย่างดี และมีใจเปิดกว้างพร้อมรับฟังตลอดเวลา เพราะการรับฟังนั้นยังเป็นการเรียนรู้ที่ดีอีกด้วย

 

ข้อคิด และสาระสำคัญ ที่แซนด์เบิร์ก ได้มอบให้แก่รุ่นน้องนั้น ผมคิดว่า ค่อนข้างตรงกับอารมณ์ของคนรุ่นใหม่อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เธอบอกว่าให้เลือกทำงานที่ มีโอกาส มีศักยภาพที่จะเติบโต และสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะนอกจาก เฟซบุ๊ค จะได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตคนทั้งโลกแล้ว ก็ยังมีตัวอย่างจากรุ่นพี่ อีกหลายคน ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ด้วยวิธีคิดอย่างนี้เช่นกัน

 

ส่วนในเรื่องของความเป็น ผู้นำ นั้น ผมเอง มีความเห็นทั้งที่เหมือนและแตกต่างจากเธอเล็กน้อย คือที่เธอบอกว่า ผู้นำ ในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค จะต้องสามารถสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และเปิดกว้างรับฟังตลอดเวลา ตรงนี้ ผมเห็นด้วยแน่นอน แต่ที่เห็นต่างก็คือ ผมคิดว่า ไม่ใช่เฉพาะยุคโซเชียลเน็ตเวิร์คเท่านั้น แต่ผู้นำที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่ายุคไหนๆ ที่ผ่านมา ก็ต้องมีคุณสมบัติข้อนี้ทั้งนั้น คือต้องสื่อสารได้เป็นอย่างดี และมีใจกว้าง เปิดรับฟังความเห็น รวมทั้งรับข้อมูลทุกอย่าง เพื่อจะได้มีการตัดสินใจที่ดีขึ้น

 

เพียงแต่ปัญหาที่ผู้นำมักประสบก็คือ การเป็นผู้นำ ย่อมหมายถึงการมีอำนาจ และคนเราเมื่อมีอำนาจมากขึ้น บางคนก็หลงระเริงโดยไม่รู้ตัว ส่วนคนรอบข้าง ก็มักกลั่นกรองเฉพาะข้อมูลข่าวสาร ที่คิดว่าจะไม่ทำให้ท่านผู้นำอารมณ์เสีย ผู้นำแบบนี้ จึงมักจะอยู่ห่างออกไปจากข้อเท็จจริง มากขึ้นทุกวัน และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความเสื่อม ที่มีตัวอย่างให้เห็นเสมอมา

 

ความจริง ฮาร์วาร์ด บิสซิเนสสคูล ได้สร้างผู้นำทางธุรกิจ มาแล้วมากมาย เพราะนอกจาก เชอริล แซนด์เบิร์ก แล้ว ก็ยังมี จอร์จ บุช ไมเคิล บลูมเบิร์ก และ มิตต์ รอมนีย์ ผู้กำลังหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อยู่ในขณะนี้  เป็นศิษย์เก่า อีกด้วย บางคน แม้เรียนไม่จบ ก็ยังมีชื่อเสียงก้องโลก อย่าง บิล เกตส์ เป็นต้น

 

ดังนั้น  ก็น่าจะคาดได้ว่า ในอีก 10-15 ปี ข้างหน้า บัณฑิตใหม่ของฮาร์วาร์ด รุ่น 2012 บางคน น่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นมหาเศรษฐี หรือ เป็นประธานาธิบดี หรือเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมเป็นอย่างมาก ก็เป็นได้

 

แต่พวกเขาจะรักษาความสำเร็จไว้ได้อย่างยั่งยืนเพียงใด นั้น ก็ต้องไม่ลืมว่า ยังมีคนอย่าง เจฟ สกิลลิ่ง อดีตซีอีโอ ของเอนรอน และ ซาเมอร์ บาไร อดีตซีอีโอของ บาไรแคปปิตอล ซึ่งโดนจับดำเนินคดีอันอื้อฉาวทั้งสองคน และเป็นศิษย์เก่าที่นี่ เช่นกัน

 

จึงน่าจะกล่าวเพิ่มเติมได้ว่า ผู้นำที่ล้มเหลวนั้น ก็คือ ผู้นำที่เปิดใจรับฟังแต่เพียงข่าวดี เท่านั้น หรือเป็นผู้นำที่ใช้ความเก่งไปในทางที่ผิด ไม่อยู่ในกรอบแห่งจริยธรรมของวิชาชีพ ซึ่งในวันนั้น เชอริล แซนด์เบิร์ก อาจไม่ได้ย้ำสองประเด็นนี้

 

วันนี้ ผมขอเติมให้ก็แล้วกัน