อาจเป็นเพราะภารกิจที่ต้องเดินทางไปเยือนยุโรปค่อนข้างบ่อยทำให้ข้อเขียนใน ไอทีไร้พรมแดน ของผมระยะหลังจะมีเรื่องของยุโรปในแง่มุมต่างๆ
มาเล่าสู่กันฟังหลายครั้ง โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษในแง่ของการบริหารประเทศที่แม้จะเป็นรัฐสวัสดิการแต่ก็ไม่ได้เอาใจประชากรมากจนเกินควร
นับตั้งแต่การเรียนฟรีเพราะเล็งเห็นว่าเป็นรากฐานสำคัญ แต่ด้านประกันสุขภาพมีแค่พอควรเพราะรัฐบาลต้องการให้คนในประเทศรับผิดชอบตัวเองโดยการใช้กลไกของระบบประกันเป็นหลัก ทั้งประกันชีวิต ประกันการตกงาน ประกันสุขภาพ ฯลฯ อุตสาหกรรมประกันในยุโรปจึงเติบโตสูงมาก ซึ่งไม่น่าแปลกใจอะไรที่สถาบันการเงิน และประกันรูปแบบต่างๆ ชั้นนำของโลกมีจุดกำเนิดมาจากสวิตเซอร์แลนด์หลายต่อหลายบริษัท
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำให้รายได้ของคนสวิสสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกมาหลายปี ซึ่งหากคิดย้อนไปถึงอดีตของสวิสที่เคยใช้ความเป็นช่างฝีมือเป็นหลักมาเมื่อกว่าร้อยปีก่อนและปรับเปลี่ยนไปเป็นอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ ก็ต้องถือว่าความพร้อมในการปรับตัวของเขาสูงมาก
เช่นเดียวกับอีกหลายๆ ประเทศในยุโรป ที่แม้จะดูอนุรักษนิยมแต่ก็สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ยิ่งมองกลับไปเกือบ 500 ปีที่แล้ว เราก็จะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของยุโรปผ่านความรุ่งเรืองทางศิลปะที่รุ่งเรืองอย่างเต็มที่ในยุคนั้น
Leonardo da Vinci, Michelangelo และ Raphael นับเป็นปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 16 ซึ่งยังมีผลงานให้เราได้เห็นและชื่นชมมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะ da Vinci เขาไม่ใช่แค่เป็นศิลปินแต่เป็นอัจฉริยะเกือบทุกเรื่อง ทั้งเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักค้นคว้า มีผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ คือ Mona Lisa ที่ไม่อาจประเมินราคาได้ในปัจจุบัน
ในยุคใกล้เคียงกันนั้นยังมีศิลปินนามกระฉ่อนอีกคนหนึ่ง นั่นคือ Michelangelo ที่มีผลงานมากมายไม่แพ้กันและล้วนเป็นผลงานเลื่องชื่อและหลายๆ ชิ้นก็ยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันเช่นชุดยูนิฟอร์มของ Swiss Guard ที่นครวาติกัน ซึ่งออกแบบเมื่อ 400 ปีที่แล้วแต่ยังคงดูทันสมัยจนถึงทุกวันนี้
คนสุดท้ายคือ Raphael ซึ่งมีผลงานที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันเช่นภาพ Resurrection of Christ, Le Belle Jardiniere น่าเสียดายที่สิ้นชีวิตลงด้วยวัยเพียง 37 ปีเท่านั้น ขณะที่ da Vinci มีผลงานมากมายหลายด้าน ทั้งจิตรกรรม วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ ฯลฯ จึงทำให้มีงานด้านศิลปะไม่มากนัก อย่างเช่น Mona Lisa, The Last Supper, The Vitruvian Man ยิ่งเป็นผลงานชิ้นใหญ่ๆ มักจะทำไม่แล้วเสร็จ
ส่วน Michel angelo มักจะใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด และสร้างสรรค์งานด้วยความพิถีพิถันสูงสุด ผลงานจึงงดงามหาตัวจับยาก เช่น รูปปั้น David, Pieta ภาพ The Creation of Adam แต่ก็มีผลงานไม่มากเช่นกันเพราะด้วยความละเอียดจึงไม่อาจรับงานมากได้ในเวลาเดียวกัน
น่าคิดว่าเหตุใดผลงานของ Raphael จึงมีจำนวนไม่แพ้ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง da Vinci และ Michelangelo ทั้งที่มีอายุน้อยกว่าใครเพื่อนและยังเสียชีวิตลงตั้งแต่ยังหนุ่ม ซึ่งคำตอบน่าจะอยู่ที่การเรียนรู้ของ Raphael เองที่มุ่งผสมผสานจุดเด่นของศิลปินทั้ง 2 คนและการทำงานเป็นทีม
โดย Raphael มุ่งศึกษาแนวทางของทั้ง da Vinci และ Michelangelo จนเข้าใจถ่องแท้ แต่ไม่ได้ลอกเลียนแบบเพราะอาศัยความร่วมมือของลูกศิษย์ลูกหาที่เข้ามาช่วยกัน โดยถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์เก่งกว่าครูให้ได้เพื่อหวังให้ทำงานได้แทนตัวเอง
ลูกศิษย์จึงมีสถานะเป็นลูกน้องที่รับหน้าที่ทั้งการเรียนรู้และการทำงานไปในตัวพร้อมๆ กัน โดยครูที่ไม่หวงวิชาเพราะตั้งใจให้ลูกศิษย์ที่ตัวเองถ่ายทอดวิชาให้ทำได้ดีกว่าเพื่อความภาคภูมิใจในอนาคตและ Raphael ก็ไม่ผิดหวัง
การทำงานศิลปะจึงประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจได้เช่นกัน เพราะการบริหารลูกน้องไม่ให้เก่งกว่าตัวเองเพราะกลัวจะมาแย่งงานตัวเอง หรือได้ดีมากกว่า ก็จะเป็นการจำกัดความสามารถของลูกน้อง องค์กรก็ไม่อาจเจริญก้าวหน้าไปได้
การพึ่งความสามารถของลูกศิษย์ที่เป็นศิลปินรุ่นใหม่ จึงเป็นความกล้าหาญที่ใช้คนหนุ่มสาว เป็นการให้โอกาสคนที่ยังไม่มีเวทีและยังไม่มีชื่อเสียงมากนัก เพราะเขาเชื่อว่านี่จะเป็นการถ่ายทอดความรู้ของเขาให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างผลงานใหม่ๆ ต่อเนื่องไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแม้เขาจะจากโลกนี้ไปแล้ว
ผลงานของ Raphael จึงไม่ได้เพียงแค่มีปริมาณที่ไม่แพ้ศิลปินระดับบรมครูดังกล่าว แต่ยังมี DNA ของเขาถ่ายทอดไปยังลูกศิษย์ลูกหา สร้างผลงานใหม่ๆ ต่อเนื่องตามมาอีกนับสิบนับร้อยปี จนสร้างความยิ่งใหญ่ให้เขาได้ไม่แพ้ศิลปินคนอื่น
ไม่ต่างอะไรกับทางธุรกิจที่ทุกองค์กรล้วนต้องการคนถ่ายทอด DNA สร้างความสำเร็จจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องไม่รู้จบ








