วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกแห่งความผันผวน

สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังการเลือกตั้งในสองประเทศในกลุ่มยูโร ตลาดเงินตลาดทุนของโลกก็เกิดอาการปั่นป่วนขึ้นมาเล็กน้อย

เป็นความปั่นป่วนที่ตามมาด้วยข่าวร้ายของสถาบันการเงินบางแห่งและข่าวการเตรียมปรับอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินระดับโลก โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์
 

ดิฉันเคยเขียนไปแล้วว่า ยุโรปยังเป็นระเบิดเวลาหรือเป็นภูเขาไฟที่รอการระเบิดอยู่ ตราบใดที่ยังไม่ระเบิดก็จะมีการปะทุเป็นระยะๆ ให้คนผวาตื่นเต้น คนที่มีสติดีก็จะมีการเตรียมการไว้ เพื่อบรรเทาความเสียหายกรณีเกิดระเบิดขึ้นจริง
 

การเมืองและเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก ปัญหาของยุโรปในตอนนี้กลายเป็นปัญหาทางการเมืองด้วย เพราะนักการเมืองอาจจะหาเสียงไว้ว่าจะเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ตัวเองได้รับเลือก
 

มีหลายประเทศในโลกที่จะมีการเลือกตั้งในปีนี้ นับประเทศที่กำหนดจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีนี้ได้ถึง 16  ประเทศ และประเทศที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ที่ไม่ซ้ำกับประเทศดังกล่าวข้างต้น) ได้อีก 31 ประเทศ ยกตัวอย่างประเทศใหญ่ที่จะมีการเลือกตั้ง เช่น สหรัฐอเมริกา จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน เม็กซิโก ในเดือนกรกฎาคม เวเนซุเอลา ในเดือนตุลาคม และที่เลือกไปแล้วก็มี ไต้หวัน ในเดือนมกราคม ฟินแลนด์รอบแรกในเดือนมกราคมและรอบที่สองในเดือนกุมภาพันธ์ รัสเซียเลือกไปเมื่อเดือนมีนาคม เกาหลีใต้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนไปในเดือนเมษายน (และจะเลือกประธานาธิบดีในเดือนธันวาคม)  ฝรั่งเศสและกรีซเลือกเมื่อ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา
 

การเปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนรัฐบาล ทำให้มีการคาดการณ์ว่านโยบายอาจจะเปลี่ยน ตรงนี้ค่ะที่ตลาดไม่ชอบ  ตลาดไม่ชอบความไม่แน่นอน ดังนั้น เมื่อเห็นว่ามีโอกาสเกิดความไม่แน่นอนสูง ราคาสินทรัพย์เพื่อการลงทุนจึงมักจะปรับตัวลดลง หลังจากที่เริ่มเห็นความชัดเจน ราคาจึงจะปรับตัวมาอยู่ในระดับปกติ หรืออาจจะปรับขึ้นหรือลงมาอีก ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงนั้นว่าจะส่งผลในเชิงบวกหรือลบ ต่อภาพเศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางการเมือง
 

มีผู้ถามว่าให้ฟันธงลงไปได้ไหมว่ายุโรปจะเป็นอย่างไรต่อไป  ดิฉันเรียนว่าขนาดนักเศรษฐศาสตร์ดังๆ ยังไม่กล้าฟันธงเลย  ดิฉันเองไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์จะฟันธงได้อย่างไร
 

ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเรามองว่า การแก้ปัญหาของกรีซและประเทศยุโรปชายขอบที่เป็นไปในปัจจุบัน ทำไปเพื่อเป็นการซื้อเวลา เพื่อให้สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลของประเทศที่อ่อนแอเหล่านี้ มีเวลาปรับตัว สร้างฐานทุนให้แข็งแกร่ง และตัดขายสินทรัพย์อื่นเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เตรียมพร้อมกับการตัดหนี้สูญ จากการปล่อยหนี้ให้กับประเทศเหล่านี้ เพราะหากปล่อยให้ประเทศเหล่านี้ล้มไปในเวลาอันรวดเร็ว ธนาคารระดับโลกเหล่านี้อาจจะซวดเซ หรืออาจจะถึงกับบาดเจ็บกันไปพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารของยุโรป
 

ยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่มีการค้าขายกันเอง ให้กู้กันเองในระดับสูง ดังนั้น วิกฤตการณ์ของยุโรปที่เกิดขึ้นและกำลังดำเนินต่อไป จะส่งผลกระทบถึงภูมิภาคอื่นๆ ไม่มากเท่าตอนวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินของสหรัฐในปี 2551 เนื่องจากสถาบันการเงิน และผู้ลงทุนสถาบันต่างๆ ทั่วโลก ต่างให้กู้หรือลงทุนในตราสารที่ออกหรือค้ำประกันโดยสถาบันการเงินของสหรัฐ เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น จึงกระทบกระเทือนถึงสถาบันการเงินทั่วโลกรวมถึงในยุโรป และเป็นผลให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในยุโรปต้องเข้าไปพยุง อัดฉีดเงิน ค้ำประกัน และเพิ่มทุนให้สถาบันการเงิน จนรัฐบาลเองทรุดลงมาจนถึงทุกวันนี้
 

คาดว่าการเมืองของกรีซยังไม่จบง่ายๆ หลังจากที่พรรคที่มีชัยชนะได้เก้าอี้ผู้แทนราษฎรอันดับสูงสุด 3 อันดับแรก ไม่สามารถฟอร์มรัฐบาลได้  กรีซอาจจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเร็วๆ นี้ เพื่อคืนการตัดสินให้ประชาชนอีกครั้งหนึ่งว่า จะเลือกนโยบายรัดเข็มขัดเพื่อเก็บเงินชำระหนี้ หรือจะไม่ยอมรัดเข็มขัดและแก้ไขปัญหาในแนวทางของตนเอง
 

โดยส่วนตัว ดิฉันมองว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของกรีซ หากทำด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดการใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดแรงส่งไปยังกำลังซื้อภาคประชาชน อาจเป็นแนวทางที่ควรจะทำ แต่ เมื่อเป็นลูกหนี้ ย่อมไม่สามารถทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ แต่ต้องทำในสิ่งที่เจ้าหนี้อยากเห็น คือ มีวินัย ประหยัด เก็บออมเงินเพื่อนำไปจ่ายคืนหนี้ การแก้ไขปัญหาจึงทำได้ยาก มองไม่เห็นทางเลยว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยอะไร และจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายคืนหนี้
 

หนี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถทำในสิ่งที่เราอยากทำได้เร็วขึ้น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง หนี้พอกพูนจนถึงระดับที่สูงเกินไป ปัญหาก็จะแก้ยากขึ้น
 

มีผู้ทำนายว่า กรีซอาจจะต้องออกจากยูโรก่อนสิ้นปีนี้ ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปค่ะ เพราะส่วนหนึ่งก็มองว่า ถ้ากรีซออกไปจากยูโร อาจจะทำให้แย่ยิ่งขึ้น เพราะจะขาดความน่าเชื่อถือ ต้นทุนการกู้ยืมน่าจะสูงมากๆ จนทำให้ไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ อาจจะต้องเบี้ยวหนี้โดยปริยาย
     

สำหรับฝรั่งเศส นายฟรองซัวส์ ออลลองด์ ผู้นำพรรค Socialist ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ด้วยจุดยืนที่ไม่สนับสนุนมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังที่เข้มงวด ซึ่งแตกต่างไปจากนายนิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีและผู้นำพรรค UMP ทำให้นายซาร์โกซีต้องกลายเป็นผู้นำยุโรปคนล่าสุดที่ต้องพ้นจากตำแหน่งท่ามกลางสถานการณ์ที่ยืดเยื้อของปัญหาหนี้ในยุโรป
 

ตอนนี้ตลาดกำลังจับตาดูว่าภายใต้ผู้นำคนใหม่ ฝรั่งเศสจะยังจับมือเหนียวแน่นกับเยอรมนี ในการแก้ไขปัญหาของยุโรปหรือไม่ เพราะลำพังปัญหาในประเทศของฝรั่งเศสก็มีมากมาย หรือว่าการคิดเดินออกนอกกรอบจะเป็นเพียงนโยบายที่ใช้เฉพาะช่วงหาเสียงเท่านั้น ไม่ได้หวังจะนำมาปฏิบัติจริง
 

นอกจากนี้ เยอรมนีซึ่งแข็งขันในการให้ความช่วยเหลือกับประเทศกลุ่มยุโรปชายขอบตลอดเวลาแลกกับการที่ประเทศลูกหนี้จะดำเนินนโยบายการคลังที่เข้มงวด  ก็กำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในปีหน้า หากมีผู้นำนโยบาย “อย่าไปช่วยประเทศเหล่านั้นเลย หันมาดูแลเยอรมนีดีกว่า” ขึ้นมาชู เพื่อหวังผลได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป นายกฯ แองเกลา แมร์เคิล ก็อาจจะไม่สามารถรักษาเก้าอี้นายกรัฐมนตรีตัวนี้ไว้ได้ต่อไป
 

ต้องติดตามแบบไม่กะพริบตากันเลยทีเดียว  เพราะโลกเราแบ่งเป็นค่ายเศรษฐกิจ 3 ค่ายชัดเจน คือ เอเชีย และละตินอเมริกาที่ยังเติบโตได้ดี  สหรัฐที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว และยุโรปที่กำลังแสงค่อนข้างริบหรี่  ผู้ลงทุนจึงต้องเตรียมตัวรับความผันผวนซึ่งจะเป็นไปตามข่าว ทั้งขาขึ้นและขาลง ควรติดตามสถานการณ์ดีๆ วางนโยบายการลงทุนให้ดี และเข้าลงทุนและออกจากการลงทุนให้ได้รวดเร็ว  ยังมีช่องทางทำกำไรในปีนี้ค่ะ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย