วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทที่ต้องเรียน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราคนไทย โดยเฉพาะพี่น้องในจังหวัดที่ติดทะเลอันดามัน เพิ่งผ่านสถานการณ์ลุ้นระทึกเรื่องแผ่นดินไหวและความเป็นไปได้ของ

การเกิดสึนามิ

 จากนั้นเราต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่ คลายกังวล เมื่อมีประกาศยกเลิกการเตือนภัย

 แม้เราจะรอดปลอดภัย แต่ต้องไม่เสียโอกาสตกใจฟรี เพราะมีสิ่งให้เรียนรู้และไล่ดูว่าอะไรทำได้ดีเมื่อเกิดนาทีวิกฤต  อะไรยังทำไม่ได้มาตรฐาน หรืออะไรที่ทำเกินเลยไป ไม่พอดี ถือว่าเป็นโอกาสดี ได้มีเวทีจริงให้เราทดลองความพร้อม

 เพราะเราต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ต้องเอาความพลาดเป็นคุณครู

 สอนแล้วต้องจำ และไม่พลาดซ้ำ ย้ำความผิดเดิม

 อะไรที่ทำได้ดี ก็ต้องชื่นชมกันและกัน ตลอดจนขยันมั่นรักษาความดีไว้ให้ยั่งยืน

 ท่านที่ติดตามสถานการณ์และข่าวสารในช่วงดังกล่าว คงเห็นแนวทาง 3 วิธี ของการรับมือกับเหตุการณ์ที่เข้าข่ายอันตราย

 1. ตระหนกตกใจไม่ได้สติ จนลืมไปแล้วว่าเขาให้ทำอย่างไร หากเกิดแผ่นดินไหว ตัวอย่างเช่น ต่างวิ่งออกมายืนรอออกันหน้าอาคาร

 คำถาม: เมื่ออยู่ตึกสูงลิ่ว รู้สึกอาคารไหว ควรจะรีบหนีภัยออกไปนอกอาคารโดยใช้ลิฟท์ หรือบันไดหนีไฟนอกอาคาร ถึงจะปลอดภัยจากอาคารถล่ม

 คำตอบของผู้เชี่ยวชาญคือ...

 กรุณาไม่เลือกทั้ง 2 วิธี เพราะหากอยู่ในอาคารสูงยามแผ่นดินไหว กรุณาหาที่กำบังหลบภัยในอาคาร เสี่ยงน้อยกว่าครับ

 2. ชิวๆ คราวที่แล้ววิ่งกระเจิงหลบภัย แต่ไม่เห็นมีอะไร ดังนั้น คราวนี้ไม่โง่ให้เหนื่อย จึงนั่งหัวเราะเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ
 ทั้งผู้รู้และผู้ที่รักเรา คงจะบอกเราให้ยอมเหนื่อยหน่อยดีกว่า หากรู้ว่าภายหลังไม่เกิดภัย ก็ถือว่าโชคดีรอดไปคราวนี้ แต่หากไม่หนีภัย เพราะทั้งนิ่งและนอนใจเกินไป อาจไม่ได้ตื่นจากการนิ่งและนอน..ตลอดไป 

 กันย่อมดีกว่าแก้

 เพราะเมื่อเข้าข่ายแย่ ทั้งแก้และกันไม่ทันแล้ว

 3. ตั้งรับอย่างมีสติ  เพราะมีข้อมูล มีข่าวสาร มีการเตรียมการล่วงหน้า

 ระหว่างการเตือนภัยที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆหมาดๆเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันกำลังดำเนินการสัมมนากับผู้บริหารองค์กรกลุ่มใหญ่

 เมื่อได้ข่าวสาร เราจึงหยุดการสัมมนา ต่างคนต่างเร่งเช็คข่าวและติดต่อใครๆที่อยากมั่นใจว่าเขาปลอดภัย
 บางคนติดต่อได้  บ้างไม่ได้ เพราะยามนั้นต่างกระหน่ำติดต่อกันไปมา

 ท่านผู้บริหารท่านหนึ่งบอกว่า ไม่เป็นไร เมื่อติดต่อสามีและลูกๆไม่ได้ ก็ไม่ตระหนก เพราะทั้งครอบครัวต่างเตรียมพร้อมนัดหมายกันไว้เรียบร้อยว่ายามวิกฤต ใครต้องทำอะไร ใครไปรับลูก แล้วไปพบกันที่ใด ในกรณีที่ติดต่อกันไม่ได้ให้ดำเนินการทันที หากดำเนินการตามแผนแรกไม่ได้ ก็ยังมีแผน 2 ไว้รองรับ

 ท่านผู้บริหารที่เหลือ เมื่อฟังแล้วต่างร้อง โอ้! คุณแน่!

 ยามต้องเผชิญปัญหา ท่านผู้อ่านลองพิจารณาว่าท่านเข้าข่ายมนุษย์ประเภทใดใน 3 ข้อข้างต้น

 มากไป น้อยไป หรือพอดี

 ความท้าทายไม่ว่าเรื่องใดในชีวิต คือ เส้นของความพอดี ไม่มีขีดไว้ให้เห็นเด่นชัด

 พอดีของเขา อาจน้อยไปสำหรับเรา

 มากไปในมุมเขา แต่เราว่าไม่พอ

 เราลองมาศึกษามุมมองขององค์กรชั้นนำที่ประสบความสำเร็จโดดเด่น และที่สำคัญ สำเร็จยาวนานและยั่งยืน ว่า เขาทำอย่างไรให้เกิดความพอดีในการบริหารจัดการท่ามกลางความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลงที่แกล้งให้เราสับสนอยู่เนืองๆ

 Jim Collins อาจารย์คนดังที่ศึกษาเรื่ององค์กรที่ประสบความสำเร็จยืนยง ได้วิเคราะห์เจาะประเด็นนี้และฟันธงว่า ท่ามกลางความผันผวนปั่นป่วนของโลกในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา องค์กรที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้มีพฤติกรรมที่โดดเด่นเหมือนกัน คือ ต่างมีวิธีการบริหารที่เขาขนานนามว่า Productive Paranoia หรือ หวั่นวิตกอย่างมีสติและมีผลงาน

 Paranoia คือ อาการหวาดระแวง ทั้งกลัวทั้งกังวลไปเสียทุกอย่าง จนไม่กล้าย่างก้าวไปไหน

 แต่ Productive Paranoia คือพฤติกรรมที่ระแวดระวัง โดยไม่จำเป็นต้องกล้าหาญชาญชัย จนเอาตัวและองค์กรเสี่ยงภัยโดยไม่จำเป็น แต่ขณะเดียวกัน ยามต้องตัดสินใจ ทั้งหนัก เร็ว เบา ช้า ก็กล้าทำ โดยดำเนินการอย่างระมัดระวังไม่ผลีผลามตามกระแส

 องค์กรเหล่านี้ไม่คว้าโอกาสทุกอย่างที่ขวางหน้า ค้านกับความเชื่อทั่วไปในยุคปัจจุบันว่า หากจะประสบความสำเร็จ  ต้องเก่งกว่า ต้องกล้ากว่า ต้องรุกกว่า ต้องลุยกว่า ต้องเร่งกว่า ต้องเร็วกว่าใครๆในปฐพี

 อาทิ Southwest Airlines สายการบินที่เป็นต้นแบบของสายการบินทั่วโลก เพราะประสบความสำเร็จยั่งยืนโดดเด่นกว่า 30 ปี ไม่มีเว้นวรรค เขาเลือกที่จะละโอกาสขยายธุรกิจ แม้ยามที่มีปัจจัยยั่วยวนชวนขยายให้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครเทียบทัน โดยเขาเลือกที่จะค่อยๆเติบโต แบบค่อยเป็นค่อยไป ช้าแต่ชัวร์

 นอกจากนั้น องค์กรที่ประสบความสำเร็จยืนยงกลุ่มนี้ มีการเตรียมการและตั้งรับปัญหาแบบมหาศาล  องค์กรทั่วไปจะทำอย่างไรไม่ว่า แต่เราขอลดความเสี่ยงหรือหลบเลี่ยงภัยให้พ้น โดยเน้นการกระหน่ำป้องกัน

 อาทิ มีหลายสิ่งที่ Southwest Airlines ดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยความไม่ประมาท แม้ยามเศรษฐกิจเบิกบาน เช่น ระมัดระวังค่าใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เป็นสายการบินที่มีค่าใช้จ่ายต่อที่นั่งต่ำที่สุด นอกจากนั้น เขาเป็นองค์กรที่มีเงินสดสำรองมากกว่าสายการบินปกติอื่นๆถึง 4 เท่า โดยยอมแบกภาระหนัก แต่ พิสูจน์ได้ชัดว่าหลักการนี้มีส่วนทำให้องค์กรและทีมงานอยู่รอดปลอดภัยท่ามกลางวิกฤตโหด

 Southwest Airlines ไม่กระเจิดกระเจิงเพราะเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 ที่โลกไม่ลืม

 ขณะที่สายการบินทั้งโลกต่างเพลี้ยงพล้ำ จำใจปรับตัว  ลดพนักงาน หยุดการให้บริการหลายเที่ยวบิน Southwest Airlines เป็นสายการบินเดียวที่ไม่ปิดเที่ยวบินสักเที่ยว ทั้งพนักงานทุกคนก็รักองค์กรล้นใจ เพราะเขาดูแล จนไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ต้องออกจากงาน  ยามที่เพื่อนร่วมวงการตกงานกันระนาว

 สรุปว่า หากต้องการพ้นภัยและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ต้องไม่ขาดสติ โดยเฉพาะยามดีๆ ต้องเตรียมพร้อมรับภัย วางแผนกันไว้หลายชั้น ด้วยความมุ่งมั่น  ด้วยข้อมูล และ ความไม่ประมาท

 ทักษะนี้ต้องใช้

 เพราะโลกใบนี้มีภัยที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ทุกขณะ...และเขาจะมาเรื่อยๆค่ะ