ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง (ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ) ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน ก.ย.2569 ลดลง 4.3 จุด จาก 52.3 ไปอยู่ที่ 48.0 เมื่อเทียบเดือน ส.ค.
KEY POINTS
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (RSI) เดือน ก.ย. ลดลงมาอยู่ที่ 48.0 และยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ลดลงรุนแรงมาอยู่ที่ 47.0 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 50 สะท้อนภาวะหดตัว
- ยอดใช้จ่ายในโครงการรัฐที่ดูสูงเป็นเพียง "ภาพลวงตา" เนื่องจากกำลังซื้อกระจุกตัวเฉพาะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ภาคค้าปลีกโดยรวมหดตัวอย่างรุนแรง
- ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่ากำลังซื้อที่แท้จริงยังเปราะบาง และความเชื่อมั่นของตลาดยังต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเป็นหลัก
ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง (ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ) ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน ก.ย.2569 ลดลง 4.3 จุด จาก 52.3 ไปอยู่ที่ 48.0 เมื่อเทียบเดือน ส.ค. การที่ดัชนี RSI ร่วงลงมาอยู่ที่ 48.0 (หลุดเส้นมาตรฐาน 50 ซึ่งเป็นจุดแบ่งระหว่างการเติบโตและการหดตัว) บ่งบอกชัดเจนว่า ภาคเอกชนและผู้ประกอบการค้าปลีกเริ่มมองเห็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างกำลังซื้อที่อ่อนแอ”
การที่ดัชนี RSI ใน 3 เดือนข้างหน้า ดีดตัวกลับขึ้นมาที่ 54.5 จุด ทันทีหลังรัฐบาลประกาศต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ไปอีก 2 เดือน ยืนยันว่า “ความหวังและกำลังซื้อของตลาดตอนนี้ฝากไว้กับมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเกือบ 100%”
SSSG (MoM) ปรับจาก 54.2. จุด ไปที่ 47.0 จุด ลดลง 7.2 จุด
Spending Per Bill ปรับจาก 50.0 จุด ไปที่ 50.8 จุด เพิ่มขึ้น 0.8 จุด
Frequency of Shopping ปรับจาก 52.3 จุด ไปที่ 48.2 จุด ลดลง 4.1 จุด
ปรากฏการณ์ “ยอดใช้จ่ายโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” โดยรวมดูแข็งแกร่ง แต่ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นและยอดขายสาขาเดิม (RSI & SSSG) กลับแผ่วลงต่ำกว่าระดับ 50 ในเดือน ก.ย. เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนภาพความเปราะบางของโครงสร้างกำลังซื้อได้อย่างลึกซึ้ง
ถอดรหัสความย้อนแย้งสำคัญทางธุรกิจค้าปลีก
1.ภาพลวงตาของเม็ดเงินอัดฉีด vs ความจริงของตลาดรวม ยอดใช้จ่ายรวมดูดี เพราะแรงเหวี่ยงโค้งสุดท้าย (Last-Minute Rush) ตัวเลขยอดใช้จ่ายสะสมรวมที่ดูสูงและเป็นไปตามคาดนั้น เป็นผลจากการที่ประชาชนเร่งใช้วงเงินส่วนที่เหลือของเดือน ก.ย. ก่อนที่สิทธิในรอบนั้นจะถูกตัดทิ้ง (Use it or lose it) เม็ดเงินจึงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มร้านค้าขนาดเล็กและร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ
2.แต่ SSSG ดิ่งลงแรง (-7.2 จุด เหลือ 47.0) สะท้อนความจริงว่า นอกเหนือจากร้านค้าที่ได้อานิสงส์จากโครงการ 60/40 แล้ว ภาคการค้าปลีกในภาพรวม (โดยเฉพาะ Modern Trade ทั่วไปและร้านค้านอกโครงการ) ยอดขายสาขาเดิมหดตัวอย่างรุนแรง กำลังซื้อไม่ได้กระจายตัวไปยั่งยืน แต่ถูกดึงมา “สับเปลี่ยนกระเป๋า” ใช้เฉพาะกับร้านที่มีส่วนลดจากรัฐเท่านั้น
3.กำลังซื้อแท้จริง (Organic Purchasing Power) ของรากหญ้ายังไม่ฟื้นตัวจริง ถูกกดทับด้วยภาระหนี้สินและค่าครองชีพ เมื่อปราศจากเงินอุดหนุน 60% กำลังซื้อจึงยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว
4.ตัวเลขเดือน ก.ย. ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า มาตรการกระตุ้นแบบ Co-pay ระยะสั้น สร้างยอดขายเฉพาะหน้าได้จริง แต่ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่ SSSG (Same-Store Sales Growth)
5.การที่ดัชนี RSI ใน 3 เดือนข้างหน้าดีดตัวกลับขึ้นมาที่ 54.5 จุด ทันทีหลังรัฐบาลประกาศต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ไปอีก 2 เดือน ยืนยันว่า “ความหวังและกำลังซื้อของตลาดตอนนี้ฝากไว้กับมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเกือบ 100%”
สแกนภาพรวม “ไทยช่วยไทย พลัส” เดือน ก.ย. (เดือนสุดท้ายของโครงการ)
สรุปภาพรวมและเจาะลึกรายละเอียดการใช้จ่ายของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ในช่วงสิ้นสุดระยะแรก (เดือน มิ.ย.-ก.ย.2569) มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้
1.ภาพรวมยอดการใช้จ่าย อยู่ในเกณฑ์ “เป็นไปตามคาดและค่อนข้างแข็งแกร่ง” โดยตลอดระยะเวลา 4 เดือนแรกของโครงการ (มิ.ย.-ก.ย.2569) ยอดใช้จ่ายสะสมรวมทะลุ 1.61-1.72 แสนล้านบาท (จากเม็ดเงินหมุนเวียนและฐานผู้มีสิทธิร่วม 26 ล้านคน)
2.แม้ในเดือนแรก (มิ.ย.) ไม่แรง เม็ดเงินสะพัดราว 43,218 ล้านบาท (มีวงเงินอุดหนุนจากรัฐที่ใช้ไม่หมดหรือ “ค้างท่อ” อยู่ราว 1,200 -1,450 ล้านบาท เนื่องจากผู้ใช้สิทธิบางส่วนไม่ได้ใช้เต็มเพดาน 1,000 บาท/เดือน)
3.ช่วงปลายโครงการเดือน ก.ย. แรงส่งกลับเร่งตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น ตัวเลขการใช้จ่ายเฉพาะวันที่ 22 ก.ย. พุ่งสูงถึง 827.9 ล้านบาท (สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดือนก่อนหน้าและทำสถิติสูงสุดของวันที่ 22 ในรอบ 4 เดือน) สะท้อนความคุ้นชินของประชาชนและการเร่งใช้สิทธิก่อนหมดรอบ ทำให้ภาครัฐตัดสินใจเดินหน้าต่อในเดือน ต.ค.-พ.ย.
4.หมวดหมู่การใช้จ่ายยอดฮิต
- อันดับ 1 อาหารและเครื่องดื่ม ครองสัดส่วนการจับจ่ายสูงสุดอย่างไร้ข้อกังขา (สัดส่วน 60-70% ของวงเงินรวมทั้งหมด) เนื่องจากรูปแบบโครงการเป็นการใช้ชีวิตประจำวันผ่านร้านค้าขนาดเล็ก หาบเร่แผงลอย ร้านอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟ คาเฟ่ ร้านสะดวกซื้อ รวมถึงผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่เชื่อมโยงเข้ามา
- พฤติกรรมผู้บริโภค หมวดอาหารและเครื่องดื่มช่วยดึงเม็ดเงินลงสู่ เศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อย (Local SMEs) ได้อย่างตรงจุดที่สุด มีการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปลีก-ร้านอาหารที่ลงทะเบียนสำเร็จมากกว่า 1 ล้านแห่งทั่วประเทศ
- ความสำเร็จในการกระตุ้นยอดใช้จ่ายหมวดอาหารและเครื่องดื่มในระดับฐานรากนี้เอง ทำให้รัฐบาลใช้เป็นฐานข้อมูลในการผลักดันมาตรการต่อเนื่อง (รอบเพิ่มเติม ต.ค.-พ.ย.2569) เพื่อรักษารักษาแรงส่ง (Momentum) ของกำลังซื้อในประเทศท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่ยังคงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
ทำไมยอดขายเดือน ก.ย. แย่กว่า ส.ค.
1.ข้อมูลในอดีต 4-5 ปีหลัง ยืนยันตรงกันว่า เดือน ก.ย. เป็นช่วงที่กำลังซื้อลดต่ำสุดของปีตามวัฏจักรธรรมชาติ (Seasonality) อยู่แล้ว
2.เดือน ก.ย.2569 ดูดีกว่า ก.ย. ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ด้วยอานิสงส์ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ช่วยประคอง
3.โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะช่วยพยุงยอดไว้ แต่เมื่อดำเนินมาถึงเดือนที่ 4 (เดือนสุดท้ายของเฟส) เม็ดเงินออมส่วนบุคคลของประชาชนกลุ่มเป้าหมายเริ่มร่อยหรอ ภาระหนี้ครัวเรือนและค่าใช้จ่ายคงที่ (เช่น ค่าเทอมช่วงรอยต่อก่อนเปิดเทอมใหญ่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ที่ผันผวนจากสถานการณ์พลังงานโลก) เริ่มกลับมากดดันกระเป๋าเงิน ทำให้เงินอีก 40% ที่ประชาชนต้องควักจ่ายเองเริ่มฝืดเคือง ประชาชนจึงเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น
4.ปัจจัยเรื่องฤดูฝนสูงสุด (Peak Monsoon) เดือน ก.ย. มักเป็นช่วงที่ประเทศไทยเผชิญมรสุม ฝนตกชุก และปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ช่วงวันที่ 1-25 ก.ย. ภาคที่เผชิญกับสภาวะ “ฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากเป็นพิเศษ” จนส่งผลกระทบต่อการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Traffic) มากที่สุด ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ)
5.เดือน ส.ค. มักเป็นช่วงที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจและวันหยุดยาวหนาแน่น (วันแม่แห่งชาติ เทศกาลวันหยุดต่อเนื่อง) กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายนอกบ้าน การสังสรรค์ และท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้ฐานยอดขายของเดือน ส.ค. ตั้งไว้ค่อนข้างสูง (High Base) เมื่อเปรียบเทียบเดือน ก.ย. ซึ่งเป็น “เดือนโลว์ซีซัน” ตามปฏิทินธุรกิจ ไม่มีวันหยุดยาว ไม่มีเทศกาลกระตุ้นการใช้จ่าย กำลังซื้อจึงเกิดภาวะทิ้งตัวลงตามธรรมชาติ
6.ช่วงปลายเดือน ก.ย. ข่าวสารเรื่องการตัดสินใจของภาครัฐว่าจะต่ออายุโครงการหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างไร ทำให้ผู้บริโภคและร้านค้าปลีกบางส่วนเกิดภาวะ “ชะลอการตัดสินใจ” เพื่อรอดูความชัดเจนในเดือน ต.ค. ส่งผลให้ยอดขายช่วงปลายเดือน ก.ย. ชะลอตัวลงชั่วขณะก่อนจะมาเร่งเอาวันสุดท้าย
กล่าวโดยสรุป ภาพนี้สอดรับกันอย่างสมบูรณ์ว่า เดือน ก.ย.2569 เผชิญกับภาวะ ซื้อน้อยครั้งลง (Frequency ลดลงเหลือ 46.2) แต่เน้นอัดยอดต่อบิลให้คุ้มค่า (Basket ขยับขึ้นมาที่ 50.8) ท่ามกลางยอดขายสาขาเดิมในภาพรวมที่หดตัวลง (SSSG เหลือ 47.0) สะท้อนความเปราะบางของกำลังซื้อรากหญ้าในช่วงปลายโครงการได้เป็นอย่างดี





