ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน มิ.ย.2569 โตเพิ่ม 16.0 จุด เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) + ประชารัฐ" ส่งแรงโตเพิ่มเฉพาะจุด การฟื้นตัว ไม่ทั่วถึง
ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไปใช้สิทธิกับร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้ทราฟิก (Traffic) และยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคในห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ และ ร้านอาหารเชน “ลดลง” ส่วนร้านค้าส่งสมัยใหม่ และ ร้านค้าในกลุ่ม LMT ได้รับผลกระทบเชิงบวกทางอ้อม ยอดขายโตขึ้นในช่วง 8-10 วันแรกของเดือน อย่างชัดเจน
ความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 4.0 จุด มาอยู่ที่ 55.8 จุด ด้วยผลของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นการประคองกำลังซื้อ “ไม่ใช่ยาแรง” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และ ไม่ได้สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่
คาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก ไตรมาส 3 ปี 2569 (ก.ค.-ก.ย.) น่าจะมีแนวโน้มทรงตัวต่ำหรือฟื้นตัวอย่างจำกัดในกรอบ 47-50 จุด
สแกนเม็ดเงิน “ไทยช่วยไทย พลัส” วันที่ 1-30 มิ.ย.2569
1.โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 43,218 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายเอง 18,407 ล้านบาท และเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 24,812 ล้านบาท
2.หมวด ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม มียอดใช้จ่ายสูงสุด 21,760 ล้านบาท คิดเป็น 50% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมดในโครงการ สะท้อนว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ธุรกิจอาหารเป็นหลัก
3.หมวดที่มียอดใช้จ่ายรองลงมา ได้แก่ ร้านค้าทั่วไป คิดเป็น 23% และ ร้านธงฟ้า 10,052 ล้านบาท คิดเป็น 23% เช่นกัน
4.จังหวัดที่มีเม็ดเงินสะพัดสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร คิดเป็น 17% ชลบุรี คิดเป็น 5% และ สมุทรปราการ คิดเป็น 4% ของยอดใช้จ่ายรวม
5.ประชาชน ตั้งแต่เปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย
6.ร้านค้าที่ได้รับอนุมัติเข้าร่วมโครงการ 1,171,850 ราย และมีร้านค้าเปิดรับสิทธิแล้ว 1,035,299 ราย คิดเป็น 88% ของร้านค้าที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด
ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)+ ประชารัฐ ส่งแรงโตเพิ่มเฉพาะจุด
โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้จ่ายกับร้านค้ารายย่อยและฟู้ดเดลิเวอรีเป็นหลัก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ภัตตาคาร-ร้านอาหารและเครื่องดื่มทั้งเชิงบวกและเชิงลบ
- ผลกระทบเชิงลบโดยตรง โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” กับห้างค้าปลีก Modern Trade ภัตตาคาร-ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นร้านใหญ่หรือเป็น Chain Store ได้ผลกระทบเชิงลบโดยตรง ทั้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ทำให้กำลังซื้อบางส่วนหายไปจากระบบเพราะร้านเหล่านี้เป็นกลุ่มร้านค้านอกเกณฑ์ที่กำหนด ส่งผลให้ยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ผลกระทบเชิงบวกโดยตรง โครงการ ไทยช่วยไทย/ประชารัฐ ส่งโดยตรงต่อร้านค้าจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มร้านค้า LMT ส่งผลให้มียอดขายเพิ่มขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะในช่วง 8-10 วันแรกของเดือน
- ผลกระทบเชิงบวกโดยอ้อม โครงการ ไทยช่วยไทย ส่ง ต่อร้านค้าส่ง Modern Trade ได้รับผลกระทบเชิงบวกทางอ้อม ด้วยร้านค้าขนาดเล็กร้านโชวห่วยและร้านอาหารรายย่อยจะต้องกลับไปซื้อวัตถุดิบ ภาชนะบรรจุภัณฑ์ จากร้านค้าส่งทั้งส่วนกลางและภูมิภาคใกล้ๆบ้านหรือใกล้สถานที่ร้านค้า
กล่าวโดยสรุป โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ส่งแรงโตเพิ่ม แต่โตเฉพาะจุด การฟื้นตัว ไม่ทั่วถึง เป็นโครงการที่ช่วงประคองกำลังซื้อได้ระยะสั้น
เหตุผลที่ยอดขายเดือน มิ.ย.เพิ่มขึ้นเทียบ พ.ค.
การเติบโตของยอดขายภาคค้าปลีกและค้าส่งในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. (Month-on-Month : MoM) ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกหลัก 4 ด้าน ทั้งจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ อานิสงส์ภาคท่องเที่ยว และการคลี่คลายของแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ดังนี้
1.แรงหนุนหลักจากมาตรการภาครัฐ (ไทยช่วยไทยพลัส) ปัจจัยเร่งที่เห็นผลชัดเจนที่สุดในเดือน มิ.ย. คือ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ของภาครัฐ ซึ่งเข้ามาช่วยอัดฉีดเม็ดเงินและพยุงกำลังซื้อของภาคครัวเรือนในระยะสั้นได้อย่างตรงจุด ส่งผลดีโดยตรงต่อยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าโชห่วย ร้านค้าปลีก-ค้าส่งขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงค้าส่งโมเดิร์นเทรด และร้านค้าในกลุ่ม LMT ที่ได้อานิสงส์จากปริมาณการค้าและคำสั่งซื้อที่หมุนเวียนเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2.อานิสงส์ภาคท่องเที่ยว หากเทียบเดือนต่อเดือน (MoM) ตัวเลขของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสองเดือนนี้ไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (ทรงตัวเฉลี่ย 2.3-2.4 ล้านคนต่อเดือน) แต่เดือน มิ.ย. อาจจะมีความถี่ในการเดินทางที่กระจายตัวมากกว่า ขณะที่เดือน พ.ค. จะกระจุกตัวหนาแน่นในช่วงสัปดาห์แรกที่มีวันหยุดยาว โดยเฉลี่ยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาสัปดาห์ละ 4.5-5 แสนคน ซึ่งในช่วงกลางเดือน มิ.ย. ได้รับอานิสงส์จากเทศกาลไหว้บะจ่าง (Dragon Boat Festival) ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน ฮ่องกง และไต้หวันเข้ามาเพิ่มขึ้น
3.การคลี่คลายของแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลง สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เคยดันให้ราคาน้ำมันขายปลีกและต้นทุนค่าขนส่งพุ่งสูงในช่วงก่อนหน้าเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการและร้านค้าส่งรายย่อยมีความเชื่อมั่นในการกลับมาสต็อกสินค้า (Replenishment) เพิ่มขึ้น


