ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมแวะไปหาเพื่อน ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั้นเป็นจังหวะเดียวกันกับหลานชายและหลานสะใภ้ของเพื่อนผม กำลังขนสัมภาระรถส่วนตัว เตรียมตัวเดินทางไปพักผ่อนทางภาคเหนือ เพื่อนผมที่นั่งคุยอยู่ด้วยกันก็ตะโกนถามหลานเป็นระยะ ๆ ว่า “เอาอันนั้นขึ้นรถหรือยัง เอาอันนี้ขึ้นรถหรือยัง”
KEY POINTS
- เมื่อรถเสีย ควรนำรถจอดชิดขอบทางให้มากที่สุด เปิดไฟฉุกเฉิน และวางป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสงห่างจากท้ายรถอย่างน้อย 50 เมตรเพื่อเป็นสัญญาณเตือน
- เพื่อความปลอดภัย หากรถเสียบนทางหลวงทั่วไปให้ออกจากรถและอยู่ห่างจากถนน แต่หากเสียบนทางด่วนหรือทางยกระดับให้ทุกคนรออยู่ในรถ
- ควรมีเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดรถไว้ และต้องทราบตำแหน่งของตนเองให้ชัดเจนเพื่อแจ้งให้หน่วยช่วยเหลือมาได้อย่างรวดเร็ว
- ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรง ให้รีบออกจากตัวรถให้เร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยจากเหตุไฟไหม้หรือการระเบิดที่อาจเกิดขึ้นตามมา
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมแวะไปหาเพื่อน ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั้นเป็นจังหวะเดียวกันกับหลานชายและหลานสะใภ้ของเพื่อนผม กำลังขนสัมภาระรถส่วนตัว เตรียมตัวเดินทางไปพักผ่อนทางภาคเหนือ เพื่อนผมที่นั่งคุยอยู่ด้วยกันก็ตะโกนถามหลานเป็นระยะ ๆ ว่า “เอาอันนั้นขึ้นรถหรือยัง เอาอันนี้ขึ้นรถหรือยัง” ซึ่งทั้งหลานชายและหลานสะใภ้ของเพื่อนผมก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ จนท้ายที่สุดก็ลาผมและเพื่อนออกเดินทาง โดยมีเพื่อนผมส่งเสียงตามหลังไปว่า “ขับรถดี ๆ นะ”
เมื่อหลานเดินทางไปแล้ว เพื่อนผมก็หันมาบ่นว่า “เด็กสมัยนี้มันแปลก ขับรถทางไกลก็ไม่เตรียมกล่องเครื่องมือ ไม่ตรวจแม่แรง ไม่ตรวจวัดน้ำ ไม่ตรวจวัดน้ำมันเครื่อง มันคงถือดีว่ารถยนต์สมัยนี้ดีกว่ารถสมัยเรามั้ง”
พอกลับมาบ้านผมจึงมานั่งนึกถึงความแตกต่างระหว่างคนต่างยุคต่างสมัยที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทาง ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะเทคโนโลยีที่ต่างกัน สภาพแวดล้อมของสังคมที่ต่างกันออกไป
ย้อนหลังไปประมาณ ๓๐ กว่าปี ถนนสายหลักระหว่างจังหวัดส่วนมากยังเป็นทางรถแล่นสวนทางกัน และเริ่มขยายช่องทางเดินรถออกไปเป็น ๔ ช่องทางบ้าง ๖ ช่องทางบ้าง โดยมีเกาะกลางถนนเป็นตัวแบ่งช่องทางเดินรถที่ชัดเจน
สถานีบริการน้ำมันหรือปั๊มน้ำมัน อยู่ระหว่างการขยายเพิ่มจำนวนสถานีด้วยกันทุกยี่ห้อ และในสถานีบริการน้ำมันก็ยังไม่มีร้านค้าต่าง ๆ มากมายเช่นทุกวันนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสื่อสารยังไม่สามารถทำได้ครอบคลุม แม้ว่าจะมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้กันมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่คลื่นสัญญาณก็ยังไม่ครอบคลุมไปทั่วเช่นปัจจุบันนี้
คนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางไกลระหว่างจังหวัด จึงต้องตระเตรียมทุกอย่างเผื่อใช้ยามฉุกเฉิน และคนขับรถก็ต้องมีความรู้พอที่จะเอาตัวรอดได้บ้าง สิ่งของสำคัญที่ต้องมีติดรถในเวลาเดินทางจึงต้องพร้อม เช่น แม่แรง, ยางอะไหล่, ประแจถอดล้อ, กล่องใส่เครื่องมือ, แกลลอนน้ำมันเครื่องสำรอง, กระป๋องน้ำมันเบรกสำรอง, แกลลอนน้ำมันเครื่องเก่าที่ล้างสะอาด ใส่น้ำเตรียมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน, ไฟฉาย, เชือกสำหรับลากรถ
และเรื่องสำคัญที่คนขับรถเดินทางไกลต้องเรียนรู้ก็คือ เมื่อรถเสียระหว่างทาง จะต้องจอดอย่างไรจึงจะปลอดภัยไม่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนเพราะเมื่อรถเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างทาง คนขับรถต้องซ่อมหรือแก้ไขด้วยตัวเอง เช่นยางรั่วหรือยางแตกก็ต้องเปลี่ยนยาง ต้องขึ้นแม่แรงยกรถ จึงต้องรู้จักวิธีการขันคลายน๊อตล้อ ต้องรู้จุดที่จะเอาแม่แรงยันกับตัวรถเพื่อยก ต้องรู้จักการตั้งแม่แรงให้มั่นคง
ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานั้นต่างจากสมัยนี้ที่จำนวนมากไม่มียางอะไหล่ คนขับรถจึงไม่มีความจำเป็นต้องรู้จักการใช้แม่แรง เมื่อเกิดลมยางรั่วระหว่างการเดินทาง อย่างเก่งก็ใช้กระป๋องสารเคมีสำหรับอุดรูรั่วฉีดเข้าไป แล้วใช้ปั๊มลมขนาดเล็กที่มีติดรถ เอามาสูบลมเข้าไปพอแก้ขัด หรือในกรณีที่ไปรั่วในพื้นที่ซึ่งไม่เปลี่ยวมาก ก็สามารถเปิดโทรศัพท์ค้นหาร้านที่ให้บริการด้านยางรถยนต์ซึ่งอยู่ใกล้เคียง แล้วโทรเรียกมาให้บริการนอกสถานที่ได้ตลอดเวลา
หากเป็นเหตุสุดวิสัยและไม่สามารถทำการแก้ไขได้ด้วยตนเอง คนขับรถสมัยนี้ก็เพียงแค่โทรหาศูนย์ช่วยเหลือของผู้จำหน่าย ที่เรียกกันว่าศูนย์ฮอตไลน์ หรือ ศูนย์โรดไซด์ แอสสิท ที่บางยี่ห้อเปิดให้บริการตลอด ๒๔ ชม.
การขับรถยนต์ส่วนตัวเดินทางไกลของคนใช้รถยนต์สมัยนี้ แม้จะไม่มีความจำเป็นต้องตระเตรียมอะไรติดรถเหมือนสมัยก่อนแล้ว แต่อย่างน้อยก็ควรจะต้องเรียนรู้ เกี่ยวกับการจอดรถเพื่อรอความช่วยเหลือ โดยไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน จนมีความเสียหายขยายวง หรือมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มเติม
ประการแรกสุด คือ นำรถออกไปให้ห่างจากช่องทางเดินรถให้มากที่สุด ถ้ามีไหล่ทางกว้าง หรือมีพื้นที่เว้าบนไหล่ทาง ให้พยายามนำรถไปอยู่ในพื้นที่ช่องเว้าให้ได้ และต้องพยายามตั้งสัญญาณฉุกเฉินให้รถอื่นได้เห็น
เช่น นำเครื่องหมายสัญญาณสามเหลี่ยมสะท้อนแสงตั้งทางด้านท้ายรถห่างไปอย่างน้อย ๕๐ ม. และถ้าเป็นกรณีที่ฟ้าครึ้มหรือกลางคืน ต้องนำสัญญาณไฟไปติดที่เครื่องหมายสามเหลี่ยมนั้นด้วย และไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ตาม ตัวรถเองก็ต้องเปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินเอาไว้ตลอดเวลาด้วย
ในกรณีที่รถเสียบนทางหลวงแผ่นดินระหว่างจังหวัด ให้ออกจากตัวรถไปอยู่พื้นที่ห่างไกลจากถนนและรถที่จอดเสีย เพื่อป้องกันรถอื่นมาชนซ้ำ จนเกิดความเสียหายหรือบาดเจ็บล้มตายตามมา แต่กรณีที่รถเสียบนทางพิเศษ เช่น ทางยกระดับหรือทางด่วนที่ไม่สามารถออกนอกพื้นที่ถนนได้ ให้ทุกคนอยู่ในตัวรถเท่านั้น อย่าออกมายืนหรือเดินไปมาใกล้ตัวรถเป็นอันขาด
คนที่ขับรถยนต์ส่วนตัวเดินทางไกล ควรมีหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หมายเลขด่วนของตำรวจทางหลวง การทางพิเศษ กรมทาง ผู้จำหน่ายรถยนต์ บริษัทประกันภัย โดยจดหมายใส่สมุดบันทึก แล้วเก็บไว้ในช่องเก็บเอกสารด้านหน้ารถ หรือจะบันทึกไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็แล้วแต่สะดวก
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งเมื่อรถเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมาก็คือ ต้องรู้ตำแหน่งของตนเองให้ได้ เช่น อยู่บนถนนอะไร ประมาณหลักกิโลเมตรที่เท่าไหร่ เขตตำบลหรืออำเภออะไร ยิ่งหากรู้ว่าอยู่ใกล้สถานที่สำคัญอะไรบ้าง ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้น เพราะคนที่จะเข้ามาช่วยเหลือจะได้ไม่เสียเวลาตระเวนหา
และกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ไม่ว่าจะเกิดการชนกันอย่างรุนแรง, พลิกคว่ำ หรือตกจากถนน สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกก็คือ ออกห่างจากตัวรถให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่ามัวห่วงข้าวของหรือทรัพย์สิน เพราะระหว่างนั้นรถอาจจะมีไฟลุกไหม้ หรืออาจระเบิดขึ้นได้
ให้ถอยห่างออกมาอยู่ในระยะที่ปลอดภัย รอจนแน่ใจหรือจนมีคนมาช่วยเหลือ แล้วจึงค่อยเข้าไปเก็บทรัพย์สินต่างๆ จะเป็นการปลอดภัยที่สุดครับ





