ในระยะแรกเมื่อผมเริ่มต้นเขียนบทความเกี่ยวกับรถยนต์ในนิตยสาร โดยเฉพาะเมื่อต้องรับผิดชอบบทความตอบปัญหา คำถามเกือบทั้งหมดจะเป็นปัญหาทางเทคนิคในแนวลึก
KEY POINTS
- สังเกตอาการเบื้องต้นเมื่อสตาร์ตรถไม่ติด โดยการฟังเสียงที่เกิดขึ้น (เช่น เสียงแชะครั้งเดียว, เสียงมอเตอร์หมุนเอื่อยๆ, หรือเงียบสนิท) และดูไฟที่หน้าปัด (เช่น ไฟตกวูบ) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุ
- หากมีเสียงดัง "แชะ" ครั้งเดียวพร้อมกับไฟหน้าปัดตกวูบ มักเกิดจากไฟแบตเตอรี่ไม่พอ ควรตรวจสอบขั้วแบตเตอรี่ว่าหลวมหรือมีขี้เกลือเกาะหรือไม่ และเช็คระดับน้ำกรดในแบตเตอรี่
- ตรวจสอบตำแหน่งเกียร์ว่าอยู่ในตำแหน่ง 'P' อย่างถูกต้องสำหรับรถเกียร์อัตโนมัติ หรือเหยียบคลัตช์ให้สุดสำหรับรถเกียร์ธรรมดาบางรุ่น เนื่องจากเป็นระบบความปลอดภัยที่อาจทำให้สตาร์ตไม่ติด
- สำหรับรถที่ใช้ปุ่มสตาร์ต หากไม่มีเสียงแต่ไฟหน้าปัดปกติ อาจเกิดจากแบตเตอรี่รีโมตกุญแจอ่อน ให้ลองนำกุญแจไปทาบที่ปุ่มสตาร์ตโดยตรง หรือหลีกเลี่ยงการวางกุญแจใกล้แหล่งสัญญาณรบกวน
ในระยะแรกเมื่อผมเริ่มต้นเขียนบทความเกี่ยวกับรถยนต์ในนิตยสาร โดยเฉพาะเมื่อต้องรับผิดชอบบทความตอบปัญหา คำถามเกือบทั้งหมดจะเป็นปัญหาทางเทคนิคในแนวลึก เช่น เมื่อถึงฤดูหนาวควรจะเปลี่ยนหัวเทียนเป็นชนิดใด หรือที่บางคนเรียกว่า ควรจะเปลี่ยนเป็นหัวเทียนร้อนหรือหัวเทียนเย็นหรือไม่
บางคำถามคนใช้รถหรือคนทำสื่อสมัยนี้ ได้ยินแล้วอาจจะงงว่าถามมาเพื่ออะไร เช่น ควรปรับตั้งระยะห่างของวาล์วไอดี และวาล์วไอเสียเป็นระยะเท่าไหร่ และ ควรปรับตั้งระยะห่างของวาล์วเมื่อเครื่องร้อน หรือเมื่อเครื่องเย็นแล้ว หรือบางคำถาม เช่น ระยะห่างของหัวลูกสูบเมื่ออยู่ที่จุดศูนย์ตายบน ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าล้วนแต่เป็นคำถามเชิงเทคนิค ที่ผู้ถามต้องมีพื้นความรู้เรื่องเครื่องยนต์ไม่น้อย ในขณะเดียวกันคนตอบปัญหาในยุคนั้นก็ไม่เคยคิดว่าคนที่ถามมานั้น “ลองภูมิ” แต่อย่างใด เพราะถือว่าต่างคนต่างมีหน้าที่ซึ่งต้องกระทำ
พอมาถึงราวปี ๒๕๓๔ ที่ตลาดรถยนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว คนใช้รถหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก คำถามก็เริ่มแตกแยกย่อยกันออกไป ในส่วนของคนที่ยังอยากรู้ข้อมูลทางเทคนิค ก็มักจะหันไปถามเรื่องการปรับแต่งเครื่องยนต์, ช่วงล่าง และตัวรถ ให้มีสมรรถนะที่ดีขึ้น มีการตกแต่งเพิ่มเติมจากที่โรงงานผลิตติดตั้งมาให้ อาจจะด้วยการแข่งขันรถยนต์รูปแบบต่าง ๆ ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น
ทางด้านผู้ใช้รถที่ถูกเรียกว่ามือใหม่ ก็เริ่มมีคำถามเกี่ยวกับการดูแลรักษารถด้วยตนเอง, การซ่อมบำรุงเบา เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หรือสลับยางรถด้วยตนเอง การล้างทำความสะอาดรถด้วยตนเอง และไปจนถึงการใช้รถอย่างถูกวิธี
และด้วยความที่เป็นช่วงเวลาซึ่งประเทศไทยมีการพัฒนาถนนหนทางอย่างกว้างขวาง การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวจึงเป็นที่นิยมมากขึ้นคำถามเกี่ยวกับวิธีการขับรถเดินทางระหว่างจังหวัด คำถามเกี่ยวกับวิธีป้องกันปัญหาระหว่างการเดินทาง คำถามเกี่ยวกับวิธีแก้ไขเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างทาง จึงถูกถามไปยังสื่อต่าง ๆ เป็นประจำ
ในช่วงเวลานั้นผมมีหน้าที่ตอบคำถามตามสื่อต่าง ๆ เช่นนิตยสาร, หนังสือพิมพ์, วิทยุ และโทรทัศน์ หลายต่อหลายแห่ง จึงมีโอกาสได้พบกับคำถามหลากหลายรูปแบบ ทั้งคำถามพื้น ๆ และคำถามเชิงเทคนิคแนวลึก ซึ่งผมก็พยายามตอบไปเท่าที่พอจะมีความรู้อยู่บ้างไม่มากนัก เพราะในเวลานั้นยังไม่มีแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตให้ใครค้นหา
มีคำถามหนึ่งที่เวลาได้รับมาจะต้องหาทางคุยกับผู้ถามให้ได้ เพราะส่วนใหญ่ผู้ถามมักจะไม่ค่อยให้รายละเอียดมากนัก และปัญหาดังกล่าวนั้นมีต้นเหตุมากมาย แต่เวลาที่ถามกลับไป หรือตอบไปแบบกว้าง ๆ เพราะไม่มีรายละเอียดมาให้ผม มักจะโดนค่อนขอดเสมอว่า “แค่คำถามง่ายๆก็ตอบไม่ได้” หรือ “ทำไมต้องถามกลับมาให้มากเรื่อง มีหน้าที่ตอบก็ตอบไปแค่นั้น”
คำถามที่ว่าก็คือ “รถสตาร์ตไม่ติด ต้องทำอย่างไร” ซึ่งจะเห็นว่าเป็นคำถามพื้นฐานและเกิดขึ้นเป็นประจำ เกิดขึ้นได้กับทั้งรถยนต์เก่าและรถยนต์ใหม่ เกิดขึ้นได้ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกยี่ห้อรถ และเกิดขึ้นได้กับรถยนต์ทุกประเภท
สิ่งที่ผมต้องถามกลับไป คือรายละเอียดของอาการ ตัวอย่างเช่น บิดสวิตช์กุญแจแล้วมีเสียงอะไรบ้าง ดังแชะทีเดียว หรือมีเสียงดังแกร๊ก ๆ เหมือนกับมอเตอร์สตาร์ตหมุนเอื่อย ๆ หรือเงียบกริบ หรือเสียงมอเตอร์สตาร์ตหมุนดังปกติ แต่เครื่องยนต์ไม่ยอมติด หรือขณะบิดสวิตช์กุญแจเพื่อสตาร์ตนั้น ไฟที่หน้าปัดแสดงอาการอย่างไรบ้าง อย่างนี้เป็นต้น
และผมก็เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้ถามได้เป็นอย่างดี เพราะคนที่ถามคำถามที่หลายคนคิดว่า “ง่ายๆ” คือ “ทำไมรถสตาร์ตไม่ติด” นั้น แน่นอนว่าส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกเป็นพื้นฐาน หรือส่วนใหญ่เป็นสุภาพสตรีด้วยซ้ำ จึงคิดว่าอาการง่าย ๆ อย่างนี้คนตอบน่าจะตอบได้ พอถูกถามกลับไปหรือถูกซักไซ้ไล่เรียงรายละเอียดของอาการ ซึ่งกำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดจากรถสตาร์ตไม่ติดอยู่แล้ว จึงยิ่งหงุดหงิดซ้ำมากขึ้นไปอีก
วันนี้ผมจะมาแนะนำสำหรับคนขับรถที่รถยนต์มีอาการ “สตาร์ตไม่ติด” เอาเฉพาะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปก่อน เพราะสามารถสังเกตอาการและไฟเตือนต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่ต้นเหตุและหาวิธีการแก้ไขได้ง่าย ด้วยว่าในเครื่องยนต์สันดาปนั้น ไม่ค่อยมีอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน ไม่ต้องใช้เครื่องมือตรวจวัดพิเศษอะไรมากมาย
ประการแรกที่ต้องสังเกตเมื่อบิดสวิตช์กุญแจ หรือกดปุ่มสตาร์ตแล้วเครื่องยนต์ไม่ติด ต้องฟังว่ามีเสียงอะไรเกิดขึ้นบ้าง เช่น ถ้ามีเสียงดังแชะครั้งเดียวแล้วเงียบไป บวกกับเห็นว่าไฟที่หน้าปัดมีแสงตกวูบลงในเวลาเดียวกับที่บิดสวิตช์กุญแจ หรือกดปุ่มสตาร์ต
อาการอย่างนี้ช่างมือใหม่ที่ไหนก็ต้องฟันธงว่า “ไฟไม่พอ” ส่วนสาเหตุที่ไฟไม่พอหรือไฟไปที่มอเตอร์สตาร์ตน้อยไปนั้น จะเกิดจากอะไรได้บ้างก็ต้องค่อย ๆ ไล่ไปทีละจุด เริ่มจากดูว่าขั้วแบตเตอรี่หลวมหรือไม่ ด้วยการทดลองจับโยกที่ขั้วแบตเตอรี่ ถ้าหลวมก็จัดการขันกวดให้แน่น หรือเมื่อเปิดมาพบว่ามีตะกรันหรือขี้เกลือจับอยู่ที่ขั้วแบตเตอรี่ ก็เอาน้ำร้อนมาราดลงไป แล้วจัดการขันน๊อตขั้วแบตเตอรี่ให้แน่นขึ้น
อีกจุดหนึ่งที่ต้องตรวจดูเมื่อพบว่ามีอาการคล้ายกับที่กล่าวมา คือต้องดูว่าน้ำกรดในแบตเตอรี่พร่องหรือยุบไปหรือไม่ ถ้ายุบหรือพร่องไปก็ต้องเอาน้ำกลั่นมาเติม แล้วหาวิธีการอัดประจุไฟฟ้าหรือชาร์จไฟใส่ไปในแบตเตอรี่ ทั้งนี้การตรวจหาสาเหตุเช่นนี้ ยังใช้ได้กับอาการที่บิดสวิตช์กุญแจแล้วไม่มีเสียงอะไรเกิดขึ้น แต่ไฟที่หน้าปัดวูบตกหรือดับลง
แต่หากบิดสวิตช์กุญแจหรือกดปุ่มสตาร์ต แล้วไม่มีเสียงอะไรเกิดขึ้นแต่ไฟที่หน้าปัดก็ไม่ได้วูบหรือดับลง ยังคงติดแสดงระบบต่าง ๆตามปกติ อย่างนี้ควรต้องไปตรวจดูที่สวิตช์สตาร์ต ถ้าหากเป็นแบบกุญแจบิดสตาร์ต ก็ต้องไปดูสายไฟว่าหลุดไปหรือไม่ แต่ถ้าหากเป็นแบบใช้กุญแจส่งสัญญาณ แล้วกดปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ กรณีอย่างนี้อาจจะเกิดจากแบตเตอรี่ในตัวส่งสัญญาณหรือในตัวกุญแจอ่อนกำลัง การแก้ไขก็ต้องไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่กุญแจ
ในรถยนต์เกียร์อัตโนมัติทั่วไป ให้ตรวจสอบที่คันเกียร์ว่าอยู่ในตำแหน่ง P ถูกต้องหรือไม่ หรืออาจจะลองโยกคันเกียร์ไปมา แล้วหยุดที่ตำแหน่ง P จากนั้นจึงทดลองสตาร์ตอีกครั้งหนึ่ง หรือในรถยนต์สมัยใหม่หลายยี่ห้อ ผู้ขับนอกจากจะต้องโยกคันเกียร์ไปอยู่ตำแหน่ง P แล้ว ยังต้องเหยียบเบรกอีกด้วย ส่วนรถยนต์ที่เป็นระบบเกียร์ธรรมดา บางรุ่นบางยี่ห้อต้องเหยียบแป้นคลัทช์ให้จม จึงจะสามารถสตาร์ตได้
เหตุผลที่ต้องมีระบบดังกล่าวที่ว่า เพราะผู้ผลิตต้องการให้เกิดความปลอดภัย ไม่เผลอสตาร์ตรถในขณะที่เกียร์อยู่ในตำแหน่งขับเคลื่อน อันอาจจะทำให้รถเคลื่อนที่ไปชนสิ่งกีดขวาง
รถยนต์ที่ใช้วิธีการสตาร์ตด้วยการกดปุ่ม ให้ทดสอบด้วยการเอาตัวส่งสัญญาณหรือกุญแจ ไปทาบยังตำแหน่งของปุ่มสตาร์ต จากนั้นจึงค่อยกดปุ่มสตาร์ตตามขั้นตอน เพราะหลายครั้งพบว่าตัวส่งสัญญาณคือลูกกุญแจ กับตัวรับสัญญาณคือแม่กุญแจ หาคลื่นสัญญาณกันไม่เจอ ซึ่งอาจจะเกิดจากแบตเตอรี่อ่อน หรือมีสัญญาณอื่นในบริเวณใกล้เคียงมารบกวน
กุญแจที่ส่งสัญญาณไปยังปุ่มสตาร์ตเช่นนี้ ไม่ควรนำไปวางในพื้นที่ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าแรง หรือคลื่นสัญญาณอื่น หรือมีคลื่นแม่เหล็ก เช่นเตาไมโครเวฟ ลำโพงขนาดใหญ่ บนที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายซึ่งเปิดทำงานอยู่ เพราะอาจจะทำให้มีการรบกวนกันเกิดขึ้นได้ครับ





