วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

รถไฟกับรถยนต์ และปัญหาจราจร

รถไฟกับรถยนต์ และปัญหาจราจร

อันที่จริงผมเตรียมหัวข้อเรื่องที่จะเขียนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เกิดเหตุสลดใจขึ้นกลางเมืองกรุง แล้วผู้คนในสังคมโซเชียลมีเดีย ก็ยกพวกกล่าวโทษกันไปมา ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูก

นั่นคือเรื่องอุบัติเหตุอันน่าสลดใจ ที่มีรถไฟชนกับรถยนต์หลายคันกลางเมืองกรุงเทพฯ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ผู้คนฝ่ายหนึ่งก็กล่าวโทษว่ารถไฟทำไมไม่หยุด เมื่อเห็นว่ามีรถยนต์จอดคร่อมรางอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งก็กล่าวโทษพนักงานควบคุมสัญญาณว่า ทำไมไม่เอาไม้กั้นถนนลงมากั้นรถยนต์เอาไว้ อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าฝ่ายรถยนต์, รถเมล์ ผิด เพราะไปจอดคร่อมรางรถไฟ อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าถนนตรงนั้น “มันเป็นอย่างนั้นมาทุกวัน” เรียกว่ามีแต่คนชี้หน้ากล่าวโทษกันไปมา

ผมเองได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้ไปแล้วทางเฟซบุ๊ก ซึ่งความเห็นของผมแม้จะยกกรณีนี้เป็นตัวอย่างอ้างอิง แต่ผมได้เสนอไปถึงการบริหารจัดการจราจรทั้งระบบ การปรับนิสัยของผู้ใช้รถใช้ถนนในแบบที่คุ้นชิน แม้จะเป็นไปในทางที่ผิดกฎหมาย แต่ปล่อยปละละเลยกันมา และผู้คนจำนวนมากก็ยอมรับว่า “เป็นเรื่องที่ใครๆเขาก็ทำกันทั้งนั้น” คือจากการผิดกฎหมายก็กลายเป็นสิ่งถูกต้องที่ “สังคมต้องยอมรับ”

เราจะเห็นสิ่งผิดกฎหมายในลักษณะคล้าย ๆ กันนี้เกิดขึ้นตำตาทุกวัน เช่น เมื่ออยู่ในย่านการจราจรติดขัด เรามักจะพบว่ามีรถยนต์ไปจอดติดกันจนไปไหนไม่ได้ บนพื้นที่ทางร่วมกลางทางแยกบ่อยครั้ง เริ่มจากรถยนต์ที่ได้สัญญาณไฟเขียวก็ขับแล่นตามกันแบบ “จี้ติดตูด” เพราะเกรงว่าหากปล่อยให้มีพื้นว่างจะถูกรถคันอื่นปาดเข้ามาแทรกด้านหน้าได้

ในขณะที่รถยังติดคาอยู่กลางทางแยก สัญญาณไฟแดงฝั่งนี้ก็ติดขึ้นมา และอีกฝั่งหนึ่งได้ไฟเขียวจึงแล่นออกมาอยู่ในพื้นที่ทางร่วมกลางทางแยกด้วย ทีนี้ก็ติดกันไปหมดทุกทาง เสียงบีบแตรก็จะดังระงมท้องถนน บางครั้งถึงกับเกิดการทะเลาะวิวาทกันกลางถนนก็บ่อย

ผมได้เสนอแนะความเห็นไปว่า ตามกฎหมายจราจรทั่วโลกและในประเทศไทย บริเวณพื้นที่ทางร่วมกลางทางแยกทุกแห่ง เป็นพื้นที่ห้ามหยุดหรือจอด ซึ่งในทางปฏิบัติตามกฎหมายก็คือ แม้ว่าเราจะขับรถมุ่งหน้าเข้าทางแยก แต่หากเห็นว่ามีรถยังจอดคาทางแยกอยู่ เราต้องจอดรออยู่หลังเส้นตรงหัวถนนที่จะเข้าทางร่วมหรือตรงกลางทางแยกนั้น

เช่นเดียวกันหากว่าเราเป็นรถคันหน้าสุดที่กำลังได้รับสัญญาณไฟเขียว และเรากำลังมุ่งหน้าจะไปถนนเส้นใดเส้นหนึ่งที่ออกจากทางแยก แต่ถนนเส้นที่เราจะไปนั้น ยังมีรถจอดติดกับการจราจรอยู่สุดท้ายถนนบริเวณต่อกับพื้นที่ร่วมของทางแยก 

กรณีเช่นนี้ต่อให้เราได้รับสัญญาณไฟเขียว กฎหมายจราจรก็บอกเอาไว้ว่า เรายังไม่สามารถนำรถเคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่ทางแยกนั้นได้ จนกว่าจะเห็นว่าเราสามารถเคลื่อนที่ไป และผ่านทางแยกไปสู่ถนนที่เราต้องการได้โดยไม่จอดติดคาทางแยก

แต่ข้อกฎหมายนี้ไม่เคยใช้ได้กับการจราจรในไทย เพราะเรายังเถียงกันอยู่ตลอดเวลาว่า “ตอนที่ฉันขับเข้ามาในทางแยก ฉันยังได้รับสัญญาณไฟเขียวอยู่ไม่ได้ฝ่าไฟแดงนะ เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่ผิด” เราคิดและทำกันอย่างนี้ทั้งเมือง ผมเองก็ทำเช่นนี้หลายครั้งด้วยเช่นกัน แต่ในแง่ของข้อกฎหมายการจราจรแล้ว เรากำลังทำผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง

การแย่งชิงพื้นที่ทางแยกทางร่วม การชิงสัญญาณไฟเขียวไฟเหลือง การหนีสัญญาณไฟแดง จึงเป็นต้นเหตุของการจราจรที่ติดขัด เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุหลายต่อหลายครั้ง เราจึงมี “แยกวัดใจ” เกิดขึ้นมากมาย ใครใจกล้าก็เสียบหัวรถออกมายังทางร่วมทางแยก คนใจไม่กล้าก็แตะเบรกจนรถที่ตามหลังมาชนท้าย หรือถูกบีบแตรด่า แล้วรถฝ่ายใจกล้าก็แล่นผ่านทางร่วมทางแยกนั้นไป ไปเพียงคันเดียวยังไม่พอ ยังมีรถที่แล่นตามกันมาแบบจี้ติดตูด ไหลตามกันมาอีกนับสิบคัน ทำให้รถที่จอดรถอีกฝั่งหนึ่ง เกิดความโมโหรถที่จอดคันหน้า บีบแตรไล่ เปิดไฟด่า หรือถึงขั้นลงมาต่อว่ากันก็มี

ในประเทศที่เจริญแล้วและผู้คนเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ตามทางแยกส่วนมาก จะมีป้ายจราจรบอกเอาไว้ว่า “ห้ามจอดหรือหยุดรถบนพื้นที่ทางแยก” ซึ่งบางประเทศจะใช้ภาษาอังกฤษว่า Keep Intersection Clean หรืออื่น ๆ ในความหมายเดียวกัน หากมีรถคันใดไปจอดที่พื้นที่ร่วมบนทางแยก ไม่ว่าจะมาตอนที่ได้รับสัญญาณไฟเขียวหรือไม่ก็ตาม จะถือว่าทำผิดกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น สำหรับกรณีทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟ ในหลาย ๆ ประเทศจะใช้กฎ “ใครมาก่อน ได้ไปก่อน” คือคนขับรถทุกคันเมื่อมาถึงทางแยก แล้วเห็นว่ามีรถจากทางอื่นจอดรอเข้าทางแยกอยู่ ก็จะต้องหยุดให้รถที่มาถึงทางแยกก่อนได้ไปก่อน คันต่อๆมาก็จะสลับกันไปและสลับกันหยุดให้ทางกันไปอย่างนี้ โดยไม่ต้องเสียบหัวรถเพื่อวัดใจกันให้เกิดอุบัติเหตุเปล่าๆ

เมื่อพูดถึงเรื่องอย่างนี้ ก็จะมีคนออกมาแย้งทุกครั้งว่า หากไม่เสียบหัวรถแหย่เข้าไปแบบวัดใจ เมื่อไหร่จะได้ไปสักที

ในเรื่องของความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาณไฟก็เช่นกัน คนขับรถจำนวนมากยังเข้าใจว่า “ฉันไม่ได้ขับรถฝ่าสัญญาณไฟแดงนะ เพราะตอนที่ฉันขับผ่านทางแยกฝั่งของฉันยังเป็นสัญญาณไฟเหลืองอยู่เลย” ทั้งที่กฎหมายเกี่ยวกับการจราจรทั่วโลกระบุเอาไว้ตรงกันว่า เมื่อได้รับสัญญาณไฟเหลือง รถทุกคนต้องชะลอความเร็วและหยุด

ปัจจุบันนี้ตามทางแยกที่ไม่มีเจ้าหน้าที่กำกับดูแล จะมีการติดตั้งสัญญาณไฟกะพริบ ทั้งไฟกะพริบสีเหลือง และไฟกะพริบสีแดง คนขับรถเมื่อขับมาถึงบริเวณทางแยกและมองซ้ายมองขวา เห็นว่าไม่มีรถแล่นมาจากทางอื่นๆ ก็จะเลี้ยวรถหรือขับรถผ่านทางแยกไปโดยไม่จอด ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายจราจรที่กำหนดว่าต้องหยุดรถให้สนิท แล้วเมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงนำรถเคลื่อนที่ต่อไป ในอดีตบริเวณที่มีลักษณะดังกล่าว จะมีป้ายสีเหลืองที่มีตัวอักษรสีดำกำกับเอาไว้ว่า “หยุด ดู ไป” ทำให้เมื่ออ่านจากตัวอักษรอย่างนี้ จะเห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ชัดเจน

ปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุบนท้องถนน นับวันจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก เพราะคนขับรถไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย บางคนอาจไม่รู้กฎหมาย หลายคนรู้ผิดๆ คิดว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นถูกต้อง อีกหลายคนรู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นผิด แต่ “ใครๆเขาก็ทำกัน” จึงทำตามๆกันไปทั้งที่รู้ว่าผิด

การที่จะแก้ปัญหานอกจากจะต้องใช้เวลายังต้องแก้กันทั้งฝ่ายคนขับรถ ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่กำกับดูแล ต้องทำกันอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

และอย่าไปคิดว่าต้องไปเริ่มแก้กันที่เด็กอย่างที่คิดกันมาตลอด เพราะต่อให้เราปลูกฝังเด็กมาดีอย่างไร แต่ในชีวิตจริงเขาเห็นสิ่งผิด ๆติดตามาตลอด โตขึ้นมาเขาก็ทำตามสิ่งที่เขาเห็นและคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะ “ใครๆเขาก็ทำกันมาอย่างนี้” ดังนั้นถ้าจะลงมือแก้ก็ต้องแก้กันที่ผู้ใหญ่ แล้วไปปลูกฝังวินัยและสิ่งที่ถูกต้องให้กับเด็กไปพร้อมกัน

สำคัญที่สุดคือต้องสร้างสำนึกในการใช้ถนนร่วมกัน ต้องเรียนรู้กฎหมายจราจรหลักๆ ให้ชัดเจน และมีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ว่ารู้ว่าถนนเส้นนี้จำกัดความเร็วเท่าใด แต่ฉันรู้ว่ามีกล้องหรือมีด่านอยู่ตรงไหน ถ้าบริเวณไหนไม่มีกล้องไม่มีด่าน ฉันก็จะขับเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด แล้วค่อยไปลดความเร็วเมื่อถึงพื้นที่ซึ่งมีด่านหรือมีกล้อง 

ถ้าคิดและทำกันอย่างนี้ เราก็แก้ไขปัญหากันได้ยากมากครับ