วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2569

Login
Login

เสถียรภาพระบบชาร์จ ‘อีวี’ ท้าทายการเติบโต - ความเชื่่อมั่น

ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี (EV)เติบโตที่โดดเด่น แต่ขณะเดียวกัน ก็มีปัญหาบางอย่าง แม้จะไม่เกียวข้องกับตัวผลิตภัณฑ์ แต่ก็น่าจะมีผลกับความความเชื่อมั่นใช้งาน

ตลาดรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) แพร่หลายไปยังหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ตลาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แล้วแต่กระแสความนิยม และปัจจัยต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป 

สำหรับในประเทศไทยนับตั้งแต่ อีวี เริ่มเข้าสู่ตลาดแมส (mass) ตั้งแต่ปี 2562 ก็มีทิศทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะดุดไปเล็กน้อยช่วงสั้น ๆ ในปี 2567 ก่อนที่จะกลับมาเติบโตแบบร้อนแรง

และปีนี้ตลาดก็เติบโตแบบร้อนแรงต่อเนื่อง โดย 7 เดือน มียอดขายทะลุ 1.2 แสนคัน ไปแล้ว ทำให้คาดว่าอาจจะได้เห็นตัวเลข 2 แสนคัน ในปีนี้ เพิ่มขึ้นมาจากปี 2568 ทั้งปี ที่มียอดทั้งปี 1.2 แสนคัน

ขณะที่ยอดจดทะเบียน อีวี สะสมถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2569 จากการเปิดเผยของ เคมพาวเวอร์ (Kempower) ผู้พัฒนาและผู้ผลิตโซลูชันระบบชาร์จเร็วแบบ DC Fast Charging โดยอ้างอิงจากข้อมูลกรมการขนส่งทางบกว่ามีทั้งสิ้น 4.91 แสนคัน

ขณะที่จุดชาร์จสาธารณะอ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) มีเกือบ 1.2 หมื่นจุด ในจำนวนนี้เป็นจุดชาร์จเร็วประมาณ 60% 

แต่ตัวเลขทั้ง 2 ตัว ยังไม่สมดุล โดยระบุว่าจุดชาร์จขณะนี้ยังไม่สามารถรองรับการเติบโตของอีวีในปัจจุบันได้อย่างเต็มที่

โดยก่อนหน้านี้ค่าเฉลี่ยสัดส่วน อีวี กับจุดชาร์จ อยู่ที่ 19 คัน/จุด เพิ่มขึ้นเป็น 30 คัน/จุด ในปี 2568-2669

คาร์โล เชคคี ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดใหม่ เคมพาวเวอร์ กล่าวว่า เมื่อความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้น และทุกครั้งที่จุดชาร์จไม่พร้อมให้บริการ หรือชาร์จไม่สำเร็จ จะเป็นการเพิ่มช่องว่างด้านประสิทธิภาพในการให้บริการ ซึ่งอาจส่งผลต่อผลตอบแทนทางธุรกิจของผู้ให้บริการ และลดความเชื่อมั่นของผู้ขับขี่

เคมพาวเวอร์ ระบุว่าสำหรับผู้ใช้อีวีในไทย จริง ๆ แล้ว สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ามีจุดชาร์จมากน้อยแค่ไหน แต่ยังขึ้นอยู่กับประสบการณ์จริงเมื่อถึงสถานีชาร์จอีกด้วย 

เช่น หากพบว่าจุดชาร์จเร็วไม่พร้อมให้บริการหรือขัดข้อง นอกจากสร้างความไม่สะดวกแล้ว ก็อาจสร้างความกังวลให้เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะหากเป็นเส้นทางในเมืองที่มีการใช้งานสูง หรือการเดินทางระยะไกลบนทางหลวง

เสถียรภาพระบบชาร์จ ‘อีวี’ ท้าทายการเติบโต - ความเชื่่อมั่น

ไม่เพียงแต่ผู้ขับขี่เท่านั้น แต่ความพร้อมใช้งานสถานีชาร์จยังมีผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะเมื่อเครื่องไม่สามารถให้บริการได้หมายถึงโอกาสสร้างรายได้สูญเสียไป และอาจส่งผลต่อความคุ้มค่าของการลงทุนที่มีต้นทุนสูง 

ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจรถขนส่ง รถโดยสาร หรือผู้ให้บริการรถรับส่งผ่านแพลตฟอร์ม ได้รับผลกระทบจากความล่าช้า

ธุรกิจค้าปลีกและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ติดตั้งจุดชาร์จ ประสบการณ์การชาร์จที่ไม่ราบรื่นก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและประสบการณ์โดยรวมของลูกค้าได้เช่นกัน

เชคคี ระบุว่า ระบบชาร์จเร็วเป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนสูง ภายในเครื่องต้องผสานการทำงานของหลายระบบ ทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังสูง ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ระบบสื่อสารผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และระบบยืนยันการชำระเงินภายในอุปกรณ์เดียว 

การใช้งานในไทยจึงต้องเผชิญกับหลาย ๆ ปัจจัย เช่น สภาพแวดล้อมและการปฏิบัติงาน อุณหภูมิสูงต่อเนื่อง ความชื้นสูง ฝนตกหนัก รวมถึงปริมาณการใช้งานที่สูงต่อเนื่องในเขตเมืองใหญ่หรือว่าเส้นทางระหว่างเมือง

นอกจากนี้ ตลาดอีวียังมีความหลากหลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งรุ่นรถ รูปแบบแบตเตอรี และระบบซอฟต์แวร์ ยิ่งเพิ่มความท้าทายสำหรับระบบชาร์จวาจะต้องสามารถทำงานได้อย่างสม่ำเสมอในรถแต่ละรุ่น 

ทั้งนี้จากข้อมูลของการใช้งานอีวีทั่วโลกพบว่า ระบบชาร์จรุ่นเก่ามักประสบปัญหารองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อสื่อสารของรถรุ่นใหม่

เสถียรภาพระบบชาร์จ ‘อีวี’ ท้าทายการเติบโต - ความเชื่่อมั่น

และที่สำคัญคือ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในขั้นตอนการยืนยันตัวตน การเชื่อมต่อระหว่างซอฟต์แวร์ระหว่างรถกับเครื่องชาร์จ หรือระบบล็อกหัวชาร์จ ก็อาจทำให้การชาร์จชะงักโดยไม่คาดคิดได้

ด้วยเหตุนี้ การวัดเพียงเวลาที่เครื่องชาร์จทำงาน (Uptime) หรือระยะเวลาที่เครื่องชาร์จออนไลน์และพร้อมให้บริการ จึงอาจยังไม่เพียงพอ เพราะแม้เครื่องชาร์จจะแสดงสถานะว่าเชื่อมต่ออยู่กับระบบ แต่ก็อาจเกิดปัญหาในขั้นตอนการยืนยันตัวตนของผู้ขับขี่ หรือระหว่างการจ่ายไฟ 

ดังนั้นการประเมินประสิทธิภาพของสถานี จึงต้องประเมินทั้งความพร้อมใช้งานหัวชาร์จแต่ละจุด อัตราความสำเร็จในการชาร์จตั้งแต่ครั้งแรก ความเร็วในการชาร์จ และเวลาเฉลี่ยในการซ่อมแซม (Mean Time to Repair: MTTR)

“ตัวชี้วัดที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าสถานีชาร์จปรากฏอยู่บนแผนที่หรือไม่ แต่อยู่ที่เมื่อไปถึงแล้ว สามารถเชื่อมต่อและชาร์จได้ตามที่คาดหวังตั้งแต่ครั้งแรก โดยไม่ต้องลองใหม่อีกครั้ง” 

และเมื่อจำนวนอีวีในไทยเพิ่มขึ้น การชาร์จที่สำเร็จในแต่ละครั้งจะยิ่งเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดของความเชื่อมั่นที่ผู้ใช้งานมีต่อระบบนิเวศอีวี

"นโยบาย 30@30 ของไทยมีส่วนสำคัญในการเร่งการผลิตและตลาด ดังนั้น มาตรฐานของอุตสาหกรรมจึงควรพัฒนาจากการให้ความสำคัญกับจำนวนอุปกรณ์ไปสู่การวัดประสิทธิภาพในการใช้งานจริงมากขึ้น" เชคคีกล่าว