ทัศนะจากผู้อ่าน

ดูบทความทั้งหมด

ผู้อ่านสามารถส่งเรื่องมาได้ที่ [email protected]

22 เมษายน 2563
268

ข้อเสนอ: ช่วยเหลือปชช.- ปรับโครงสร้างภาษีไทยหลัง Covid-19

ทำไมผมจึงเขียนเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีในช่วง Covid-19 ทั้งที่ความจริงแล้วรัฐบาลก็ได้มีนโยบายผ่อนปรนเรื่องการเสียภาษี

สำหรับผู้ประกอบการที่เสียภาษีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขยายเวลาการยื่นภาษี การลดอัตราการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ผมคิดว่าทั้งหมดเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างภาษีของประเทศอย่างยั่งยืน

ขณะนี้ได้มี พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)การกู้ยืมเงินของรัฐบาลโดยมีวงเงินเยียวยาภาคประชาชน ภาคเกษตร และภาคเศรษฐกิจรวมกันถึง 955,000 ล้านบาท ผมคิดว่าครั้งนี้รัฐบาลควรพลิกวิกฤติเป็นโอกาสโดยนำข้อมูลจากผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการช่วยเหลือของรัฐบาลมาใช้เพื่อปรับโครงสร้างทางภาษีไปด้วยเลย โดยผมได้เคยเสนอในการให้สัมภาษณ์กับ The 101. World ไปก่อนหน้านี้แล้วว่า รัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนผู้ที่ได้เคยทำหน้าที่เสียภาษีให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อบุคคลกลุ่มนี้ประสบความเดือดร้อนในเช่นวิกฤตครั้งนี้ รัฐบาลควรต้องหันกลับไปช่วยดูแลและแบ่งเบาภาระของพลเมืองดีผู้เสียภาษีอากรเหล่านี้ เพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ และสร้างความเข้าใจให้กับคนไทยถึงหน้าที่ ความสำคัญและประโยชน์ของการเสียภาษีให้กับประเทศ ให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งบุคคลผู้เสียภาษีอากรกลุ่มนี้ นอกเหนือจากการช่วยบุคคลที่ยากจน ผู้ด้อยโอกาสหรือผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือกลุ่มบุคคลเหล่านี้อยู่แล้ว

ภายใต้วงเงินที่จะต้องช่วยเหลือทุกภาคส่วนถึง 955,000 ล้านบาทนี้ รัฐบาลจึงควรถือโอกาสรวบรวมข้อมูลเพื่อขึ้นทะเบียนบุคคลที่ได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว โดยใช้ระบบดิจิทัลมาช่วยรวบรวมข้อมูลของผู้ที่จะได้รับการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และรวบรวมข้อมูลจากกระทรวงต่างๆมารวมกันแห่งเดียว และออกบัตร Smart Card บัตรเดียว โดยอาจขยายจากพร้อมเพย์หรือระบบบัตรประชารัฐก็ได้ ทั้งนี้ข้อมูลเหล่านี้จะใช้เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ ขับเคลื่อน และให้ความช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้นได้รวดเร็วและตรงจุดมากขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้การโอนเงินช่วยเหลือเป็นเงินสดเข้าบัญชีอาจทำให้ความช่วยเหลือแบบแจกฟรีเหล่านี้ต้องสูญเปล่า เพราะเงินที่รัฐบาลให้ไปอาจจะถูกนำไปใช้กับบุคคลผู้อยู่นอกระบบภาษี ในทางตรงกันข้าม หากโอนเงินเข้าบัตร Smart Card แทนการโอนเป็นเงินสดเข้าบัญชี และให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านบัตร Smart Card กับร้านค้าที่อยู่ภายใต้ระบบภาษีอากรเท่านั้น จะทำให้เงินช่วยเหลือจำนวนมากครั้งนี้ไหลเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง และยังเป็น win-win scenario กล่าวคือ ทั้งประชาชนและร้านค้า สถานประกอบการที่เสียภาษีให้กับรัฐบาลต่างได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

ผมจึงใคร่ขอเสนอการปฏิรูปโครงสร้างภาษีไทยไปพร้อมกับเงินที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือกับประชาชน ลูกจ้าง ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสบความเดือดร้อน โดยแบ่งเป็น 5 ประเด็นดังนี้

ประเด็นที่ 1. การขึ้นทะเบียนผู้รับความช่วยเหลือและจัดระบบใช้จ่ายเงินแบบไร้เงินสด (Cashless)

นอกเหนือจากการที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือกับผู้เดือดร้อนหรือกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบการอิสระ พ่อค้า ชาวบ้าน ที่ประสบความเดือดร้อนด้วยเงิน 5000 บาทต่อเดือนจนครบ 3 เดือนหรือ 6 เดือนนั้น รัฐบาลควรพิจารณาขยายเพิ่มเติมให้ครอบคลุมประชาชนทุกภาคส่วน โดยการช่วยเหลือควรจะเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์หรือบัตร Smart Card และให้นำบัตร Smart Card ดังกล่าวไปใช้จ่ายในร้านค้าที่อยู่ภายใต้ระบบภาษี เช่น การซื้อสินค้าร้านธงฟ้า สหกรณ์ และผู้ประกอบการในระบบภาษีต่างๆทุกระดับ และกำหนดให้ประชาชนสามารถใช้บัตร Smart Card ดังกล่าวได้กับทุกหน่วยธุรกิจที่อยู่ภายใต้ระบบภาษีอากร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ตลาดสด หาบเร่ แผงลอย ค่าแท็กซี่ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง ค่าบริการและค่าสินค้าต่างๆได้ และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในขั้นเริ่มต้น รัฐบาลควรจัดทำระบบการรับชำระเงินแบบพร้อมเพย์ให้กับบุคคลทั่วประเทศที่รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งรวมถึงการอำนวยความสะดวกสร้างระบบทะเบียนให้ประชาชน พ่อค้า แม่ค้าในตลาดนัด ตลาดสด ร้านค้า แผงลอย ผู้ประกอบการแท็กซี่ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง ให้พวกเขาสามารถรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการจากบัตร Smart Card ดังกล่าวได้ด้วย หากทำได้สำเร็จ จะทำให้รัฐบาลมีข้อมูลเรื่องผู้มีเงินได้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้รัฐบาลควรให้คำมั่นว่าจะไม่นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ตรวจสอบภาษีในระยะต้นเป็นเวลา 1-2 ปีนี้ รวมทั้งมีมาตรการไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง การนำวงเงินดังกล่าวมาใช้จ่ายในระบบนอกจากจะทำให้มีผู้เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาการหนีภาษีเงินได้และการไม่ยอมเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอนาคตได้ และหากเกิดวิกฤติใดๆขึ้นในอนาคต รัฐบาลก็จะสามารถมีข้อมูลที่สมบูรณ์ สามารถจะช่วยเหลือกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้ตรงจุดไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร ซึ่งผมเชื่อว่าครั้งนี้เป็นโอกาสเดียวที่รัฐบาลจะสามารถรวบรวมข้อมูลดังกล่าวเข้ามาไว้ในระบบการเงินการคลังของประเทศไทยได้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นความลับ และจะต้องไม่ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองในอนาคต

ประเด็นที่ 2. รัฐบาลควรช่วยเหลือผู้เสียภาษีเงินได้ให้มากขึ้น

รัฐบาลควรพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง และผู้ประกอบการ นิติบุคคลที่ได้เคยเสียภาษีให้กับรัฐบาลมาตลอดระยะเวลาหลายปี มาคราวนี้ทุกคนต้องประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงเหมือนกันหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ที่ได้ยื่นเสียภาษีจำนวนกว่า 10 ล้านคนซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทต่างๆ บุคคลเหล่านี้ถูกหักภาษีและได้เสียภาษีเพิ่มเติม แต่กลับไม่เข้าข่ายที่จะได้รับความช่วยเหลือใดๆจากรัฐบาล รวมทั้งนิติบุคคล บริษัท ห้างร้าน ที่ได้เคยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมาเป็นเวลานานก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้น เพราะกองทุนประกันสังคมที่ช่วยเหลือลูกจ้าง จะช่วยเฉพาะกรณีปิดกิจการหรือถูกให้ออกจากงานเท่านั้นโดยเป็นเงินที่ไม่มากนักและมีระยะเวลาความช่วยเหลือจำกัด ส่วนนายจ้างและนิติบุคคลที่ยังกัดฟันจ้างลูกจ้างต่อไปแม้ว่าผลประกอบการอยู่ในสภาวะขาดทุนกลับไม่ได้รับสิทธิหรือความช่วยเหลือใดๆในรูปตัวเงิน รัฐบาลจึงควรพิจารณาให้ความช่วยเหลือโดยต้องดูรายละเอียดเงื่อนไขที่ตรวจสอบได้และเป็นธรรม และพิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณจำนวนหนึ่งมาให้ลูกจ้างและผู้ประกอบการที่ได้เคยเสียภาษีเหล่านี้ โดยอาจพิจารณาให้สิทธิ์ประโยชน์ดังต่อไปนี้

2.1 ลดอัตราภาษีเงินได้ให้ผู้ที่ต้องยืนเสียภาษีปี 2562 นี้ที่ต้องยื่นภายในเดือนพฤษภาคม2563 โดยลดให้เป็นเงินจำนวนหนึ่งขึ้นอยู่กับฐานเงินได้ เพื่อให้ลูกจ้างได้เงินคืนไปใช้จ่าย ทั้งนี้อาจกำหนดยอดวงเงินที่ได้ลดให้ไม่เกินรายได้ที่ต้องเสียภาษีเป็นอัตราร้อยละที่เหมาะสม โดยอย่างน้อยต้องเท่าเทียมกับประชาชนกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือมากกว่า

2.2 โอนเงินจำนวนหนึ่งสำหรับผู้มีรายได้ดังกล่าวที่ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี โดยพิจารณาจากจำนวนเงินภาษีที่บุคคลดังกล่าวได้เคยเสียภาษีให้รัฐบาล และคืนเป็นรูปตัวเงินที่มีระบบโอนผ่านบัตร Smart Card เช่นเดียวกับกรณีที่ 1 เพื่อให้นำมาใช้จ่ายในระบบภาษีเช่นเดียวกับกรณีที่ 1

2.3 พิจารณาให้เครดิตภาษีแก่นิติบุคคลที่มีกำไร โดยอาจพิจารณาให้เครดิตภาษีที่ต้องเสียภาษีไปอีก 1 หรือ 2 ปีข้างหน้า หรือผ่อนชำระภาษีโดยไม่คิดดอกเบี้ยหากเข้าเงื่อนไข เช่น ไม่เลิกจ้างพนักงาน

การคิดนอกกรอบแบบนี้เป็นการสร้างระบบวัฒนธรรมการเสียภาษีให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ทำให้ประชาชนและนิติบุคคลรู้ว่ารัฐบาลจะดูแลผู้เสียภาษีเมื่อถึงยามคับขันและจำเป็น

หลายท่านอาจมองว่ามาตรการข้อนี้เป็นการช่วยเหลือคนรวย เพราะรัฐบาลก็มีมาตรการที่จะช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางตามมาตรการขั้นต้นอยู่แล้ว แต่ในข้อเท็จจริงที่ทุกท่านควรคำนึงถึงคือนิติบุคคลผู้เสียภาษีเหล่านี้เป็นผู้มีส่วนสำคัญที่สร้างระบบเศรษฐกิจไทยด้วยการเสียภาษี เมื่อถึงเวลาที่เกิดวิกฤตและเดือดร้อนเช่นนี้ รัฐบาลจึงควรอย่างยิ่งที่จะให้ความช่วยเหลือกับนิติบุคคลเหล่านี้โดยตรงหรือโดยอ้อม ทั้งนี้ กรณีนี้อาจไม่รวมนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้นสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่นได้ BOI เป็นต้น เว้นแต่กรณีไม่เลิกจ้างพนักงานอาจมีสิทธิประโยชน์อื่นๆให้ และแน่นอนหากนิติบุคคลใดยังสามารถประกอบธุรกิจมีกำไรอยู่ ก็สามารถสละสิทธิ์ไม่เข้ารับความช่วยเหลือตามโครงการจากรัฐบาลได้ โดยรัฐบาลควรประกาศยกย่องนิติบุคคลเหล่านี้ด้วยเพราะไม่ถือโอกาสเอาวิกฤติของชาติมาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว การให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่เคยเสียภาษีให้กับรัฐบาลนั้นอาจจะทำได้ครั้งเดียวคือวิกฤตคราวนี้เท่านั้น และด้วยการจัดทำโครงสร้างข้อมูลการเสียภาษีระบบใหม่จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าได้เช่นกัน

ประเด็นที่ 3. มาตรการช่วยเหลือ Soft Loan สิทธิประโยชน์ทางภาษี Supply Chain ทั้งของภาครัฐและบริษัทใหญ่ ๆ

3.1 รัฐบาลควรจะมีมาตรการให้ความช่วยเหลือ SME ด้วยการให้เงินกู้ไร้ดอกเบี้ย (soft loan) โดยให้กู้ 2 ปี ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทดังกล่าวต้องไม่มีการเลิกจ้างพนักงาน

3.2 บริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการดี ไม่ได้มีผลขาดทุน และสละสิทธ์ในการเข้าร่วมโครงการ รัฐบาลก็สามารถให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับบริษัทเหล่านั้นได้หากบริษัทเหล่านั้นให้ความช่วยเหลือกับบริษัทเล็กๆที่เป็น supply chain หรือคู่ค้าของตน โดยอาจพิจารณาการให้สิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น การยกเว้นภาษีบางส่วน การคืนภาษีโดยเร็วโดยไม่มีการตรวจสอบภาษีและประเมินภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือการหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่ดังกล่าวมีกระแสเงินสดที่จะชเกื้อกูลคู่ค้าได้

ผมคิดว่าข้อเสนอตามข้อ 2 และ 3 เช่นนี้อาจจะได้รับการต่อต้านหรือคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยอ้างว่าการให้สิทธิประโยชน์แบบนี้กับคนที่มีรายได้เป็นการช่วยเหลือเอื้อคนรวยหรือนายทุน เมื่อรัฐบาลมีเงินจำกัดจึงควรช่วยเหลือเฉพาะผู้เดือดร้อนจริงๆเท่านั้น แต่ผมคิดว่าการคิดเช่นนั้นเป็นการลืมไปว่าบุคคลเหล่านี้เสียภาษีเงินได้หรือบริษัทเหล่านี้ได้ทำหน้าที่พลเมืองดีกับประเทศไทยมา และเงินที่รัฐบาลใช้ในการช่วยเหลือประชาชนยามวิกฤตครั้งนี้ ส่วนหนึ่งล้วนมาจากภาษีที่คนเหล่านี้ได้เสียให้กลับประเทศ การช่วยเหลือให้คนกลุ่มนี้อยู่รอดได้ด้วยไม่ว่าจะในรูปแบบใดล้วนมีผลต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาวทั้งสิ้น เพราะวิกฤตคราวนี้ทุกคนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า มาตรการเหล่านี้ผมถือว่ากระทรวงการคลังสามารถพิจารณารายละเอียดได้หากยอมรับหลักการว่า”รัฐบาลต้องช่วยเหลือผู้เสียภาษีให้กับประเทศเช่นกัน”

ประเด็นที่ 4. รัฐบาลช่วยจ่ายเงินเดือนให้พนักงานบางส่วน

รัฐบาลควรพิจารณาช่วยจ่ายเงินเดือนจำนวนหนึ่ง เช่น ร้อยละ 50-60 ให้กับบริษัทที่ได้รับผลกระทบแต่ยังมีศักยภาพที่จะประกอบการได้และไม่เลิกจ้างลูกจ้างนอกเหนือจากกองทุนประกันสังคม โดยอาจจำกัดวงเงินให้ความช่วยเหลือโดยพิจารณาเงินเดือนขั้นสูงของพนักงาน เช่น ช่วยเหลือพนักงานเงินเดือนไม่เกิน 30,000 บาทเป็นเวลา 3-6 เดือนเป็นต้น และให้สิทธ์ช่วยเหลือนี้กับบริษัทที่มีการจ้างลูกจ้างจำนวนมากและอดทนไม่เลิกจ้าง ทั้งนี้รัฐบาลมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้วจากการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายของลูกจ้าง จึงสามารถตรวจสอบได้ และหากจะให้ความช่วยเหลือควรให้โดยตรงผ่านระบบ Smart Card ข้างต้นเช่นกัน

ประเด็นที่ 5. การยืดเวลาชำระหนี้และงดคิดดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน

ผมเสนอว่านอกเหนือจากการพักชำระเงินต้นแล้ว สถาบันการเงินควรจะงดคิดดอกเบี้ยในช่วง 3-6 เดือนนี้ และพักชำระหนี้ดังกล่าวให้กับลูกหนี้ซึ่งเป็นทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล การพักชำระหนี้และงดคิดดอกเบี้ยจะเป็นการช่วยลดความเดือดร้อนในวงกว้าง ทั้งนี้มาตราการปัจจุบันที่ออกมาเป็นเพียงการเลื่อนการชำระเงินต้นและงดชำระดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ดอกเบี้ยยังคงเดินทุกวันซึ่งคงไม่เป็นประโยชน์นักต่อลูกหนี้ในสภาวะเช่นนี้ การงดคิดดอกเบี้ยเป็นเวลา 3-6 เดือนจะช่วยให้บุคคลเหล่านี้มีเงินสดมาใช้จ่ายได้มากกว่า

ผมจึงอยากขอเสนอให้รัฐบาล หน่วยงานเอกชน ช่วยกันนำข้อเสนอนี้ไปพิจารณา เพื่อให้ความช่วยเหลือ 955,000 ล้านบาทเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและต่อประเทศชาติอย่างสูงสุด และคิดนอกกรอบเพื่อให้อยู่รอดหลังโควิด 19 ด้วยกันครับ.

โดย... 

ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด

ดูบทความทั้งหมดของ ทัศนะจากผู้อ่าน

แชร์ข่าว :
Tags: