ดร.อธิป อัศวานันท์

ดูบทความทั้งหมด

Social MEDIA & INNOVATION / [email protected] , http://drjoke.com , @drjoke

4 กุมภาพันธ์ 2563
1,040

บิ๊กดาต้ากับการแบน Nike Zoom X Vaporfly NEXT%

แม้แต่ผู้ที่ไม่ใช่นักวิ่ง นักไตรกีฬา หรือ นักกีฬาทั่วไป ก็คงจะต้องทราบข่าวนี้ เมื่อ องค์กรกรีฑาโลก (World Atheletics)

ต้องมาตัดสิน ว่าจะแบน หรือไม่แบน รองเท้าวิ่ง Nike ZoomX Vaporfly NEXT%

ซึ่งในที่สุด ก็เล็ดลอด การถูกแบนไปได้ สำหรับรุ่นรองเท้าที่มีอยู่ในตลาดในปัจจุบัน แต่ความไม่แน่นอน ย่อมเกิดขึ้นสำหรับรองเท้าที่ยังคงเป็น Prototype หรือยังไม่ได้ถูกจัดจำหน่ายเป็นการทั่วไป

เรื่องราวทั้งหมด เกิดขึ้นจากสมมติฐานที่ว่า รองเท้ารุ่นและยี่ห้อดังกล่าว สร้างข้อได้เปรียบให้กับนักกีฬาที่สวมใส่ จนเกิดความไม่เป็นธรรม กับนักกีฬาที่สวมใส่รองเท้ายี่ห้ออื่น

หากเป็นในอดีต จะเป็นการยากยิ่งที่จะพิสูจน์สมมุติฐานนี้ เพราะในอีกด้านหนึ่ง หากผู้ผลิตรองเท้าสามารถพิสูจน์ได้ว่ารองเท้าของตน สามารถสร้างข้อได้เปรียบได้เหนือคู่แข่ง ย่อมต้องส่งผลดีต่อยอดขายได้อย่างแน่นอน

แม้เมื่อศึกษาสถิติของ นักไตรกีฬา ที่เข้าแข่งขันในรายการคนเหล็ก (Ironman) ที่ โคนา (Kona) ในปีที่ผ่านมา 15 อันดับแรก ที่บ่งชี้ว่า สำหรับนักกีฬาเพศชาย 6 จาก 15 คน และ สำหรับนักกีฬาเพศหญิง 7 จาก 15 คน สวมรองเท้าดังกล่าว หรือโมเดลที่ใกล้เคียง

แต่ด้วยการใช้ความคิดเบื้องต้น (Common Sense) ก็อาจตั้งคำถามได้ว่านักกีฬาส่วนหนึ่ง อาจได้รับการสนับสนุนพิเศษ (Sponsorship) จากผู้ผลิตรองเท้า เพื่อให้สวมใส่รองเท้าของตน การที่นักกีฬาระดับท๊อป สวมรองเท้ารุ่นนี้เป็นจำนวนมาก อาจไม่ได้ความว่ารองเท้ารุ่นนี้ ดีกว่ารุ่นอื่นก็เป็นได้

กลับสู่ยุคปัจจุบัน ด้วยบิ๊กดาต้า การพิสูจน์สมมติฐาน ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทีมงานจากเดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) ได้วิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า จากการวิ่ง มาราธอน 577,000 ครั้ง และจากการวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอน 496,000 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน โดยการวิเคราะห์ดังกล่าว ได้คอนเฟิร์มสมมติฐานที่ว่า รองเท้าวิ่ง Nike ZoomX Vaporfly NEXT% สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

ไม่เพียงแค่นั้น ยังได้มีการนำเสนอผลต่างในเชิงปริมาณ (Quantitative) ด้วยว่า ผู้ที่สวมใส่รองเท้าคู่นี้ จะวิ่งเร็วกว่ารองเท้าคู่อื่น โดยเฉลี่ยถึง 5 % และเร็วกว่ารองเท้าที่เร็วเป็นอันดับสองถึง 3 %

ข้อมูลบิ๊กดาต้าของเดอะนิวยอร์กไทมส์ ที่จริงแล้วเป็นข้อมูลจาก สตราวา (Strava) โซเชียลเน็ตเวิร์คสำหรับ นักวิ่ง นักจักรยาน นักว่ายน้ำ และ นักไตรกีฬา ที่ใช้สมาร์ทวอทช์ จีพีเอส และ อุปกรณ์เซ็นเซอร์ ต่างๆ เพื่ออัพโหลดข้อมูลประสิทธิภาพและสมรรถนะของการเล่นกีฬา 

สำหรับแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งข้อมูลของ Strava มีอย่างมหาศาล เพราะเป็นข้อมูลที่นักกีฬาหลายสิบล้านคนสมัครใจในการอัพโหลดเอง

ข้อมูลดังกล่าว ไม่ได้มาจากห้องแล็บ แต่เป็นข้อมูลจริง จากนักกีฬาจริง จากการวิ่ง กว่าล้านครั้ง จึงได้ผล ที่น่าเชื่อถือ และ ทำซ้ำได้

นับเป็นมิติใหม่ของ อุตสาหกรรมกีฬา และ การตลาดของสินค้ากีฬา ที่สามารถเปรียบเทียบรองเท้า ว่าคู่ไหนวิ่งเร็วที่สุด ซึ่งจะส่งผลยิ่งกว่าการสร้างความเชื่อมั่นด้วยผู้ที่มีชื่อเสียง อย่างเช่นการสนับสนุนนักกีฬาระดับโลก เพราะในปัจจุบัน ผู้บริโภคที่มีความจริงจัง ย่อมให้ความสำคัญกับข้อมูลบิ๊กดาต้ายิ่งกว่า

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นจากรองเท้า แต่การใช้บิ๊กดาต้า ย่อมสามารถขยายผลไปสู่กีฬาและอุปกรณ์กีฬาอื่นๆ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบจากอุปกรณ์หรือเทคนิคต่างๆ ที่สามารถพิสูจน์ และทำซ้ำได้

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.อธิป อัศวานันท์

แชร์ข่าว :
Tags: