ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดูบทความทั้งหมด

โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR

17 กันยายน 2562
1,930

ลงทุนแบบเฮดจ์ฟันด์

ผมมีเพื่อนนักลงทุนที่บริหารเฮดจ์ฟันด์คนหนึ่งชื่อ Petri  Deryng หรือที่ผมและเพื่อนนักลงทุน VI ไทยกลุ่มหนึ่งเรียกว่าเพตทรี

เขาบริหารกองทุนชื่อ PYN ELITE ซึ่งจดทะเบียนที่ฟินแลนด์ประเทศบ้านเกิดของเขา  แต่กองทุนอีลิทฟันด์นั้น  ตั้งแต่ตั้งกองทุนในปี 1999 ก็ลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก  เริ่มจากตลาดหุ้นไทยที่ลงทุนนานถึงประมาณ 13-14 ปี และตามมาด้วยจีนและเวียตนามและล่าสุดเหลือแต่ที่เวียตนามซึ่งเขาลงทุนมา 6-7 ปีแล้ว  ปีนี้เป็นปีครบรอบ 20 ปีของการก่อตั้งกองทุน  และก็เป็นปีแห่งการ “เฉลิมฉลอง” ความสำเร็จในระดับต้น ๆ ของกองทุนอีลิทเทียบกับกองทุนในฟินแลนด์และยุโรป  ผลงานการลงทุนนั้นสามารถทำได้ถึงประมาณ 18.2% ต่อปีแบบทบต้น หรือเท่ากับเงินลงทุนเริ่มต้นโตขึ้นถึงประมาณ 28 เท่าในเวลา 20 ปี ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นสถิติ  “สุดยอด” กองทุนหนึ่ง  ว่าที่จริงตัวเลข 18% นั้นคือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าบริหารกองทุนที่มี Profit Sharing หรือผู้บริหารได้รับส่วนแบ่งถ้ากองทุนทำผลตอบแทนได้เหนือกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  ผลตอบแทนที่เพตทรีทำได้ต่อปีจากการลงทุนจริง ๆน่าจะประมาณ 21% แบบทบต้น

การเริ่มลงทุนในตลาดต่างประเทศซึ่งก็คือประเทศไทยในปี 1999 นั้นเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดตั้งแต่แรก  เพราะในเวลานั้น  ตลาดหุ้นไทยตกลงมาหนักมากเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997  ดัชนีหุ้นไทยที่เคยสูงสุดถึงกว่า 1,750 จุดในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านั้นลดลงเหลือเพียง 363 จุดในวันที่เขาเริ่มลงทุน  ซึ่งเขาตั้งเป้าว่าตลาดหุ้นจะปรับขึ้นไปถึง 1,200 จุด ในเวลาอาจจะแค่ 3-4 ปี  ซึ่งต่อมาเขาได้ปรับขึ้นเป็น 1400 จุดเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวและดีขึ้นมาก   และนี่ก็น่าจะเป็น  “กฎข้อที่หนึ่ง” ของเขาที่ว่า  เขาจะหาตลาดหุ้นที่ถูกมากซึ่งอาจจะเกิดจากภาวะวิกฤติที่ทำให้หุ้นตกลงมาอย่างหนักและเขาเชื่อว่ามันจะต้องฟื้นตัวในหลายปีข้างหน้า   เขาจะเข้าซื้อหุ้นที่เป็น Value Stock ที่มีราคาถูกมากวัดจากค่า PE และ PB ที่ต่ำเช่นไม่เกิน 10 เท่าและ 1 เท่าตามลำดับ   ถือไว้จนราคาหุ้นขึ้นไปถึงเป้าหมายแล้วก็จะขายทิ้ง

เพตทรีเป็นนักลงทุนแนว  “VI พันธุ์แท้”  ที่มีวินัยสูง  เมื่อหุ้นหรือตลาดหุ้นแพงแล้วเขาก็จะถอนการลงทุนและหาตลาดหุ้นใหม่ที่ถูกและเข้าเงื่อนไขที่กำหนดดังกล่าวต่อไป  และนั่นก็คือเหตุผลที่เขาทิ้งตลาดหุ้นไทยเมื่อดัชนีขึ้นไปถึง 1400-1600 จุดและเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามเมื่อดัชนีหุ้นเวียตนามตกลงมา 50% ในช่วง 5 ปีหลังวิกฤติการเงินและอสังหาริมทรัพย์ของเวียตนามในขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นกว่า 50% ในช่วงเวลาเดียวกัน  วันที่เขาเข้าลงทุนในตลาดเวียตนามในปี 2013 นั้น  ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามเท่ากับ 480 จุด ค่า PE ตลาดประมาณ 10 เท่า PB ประมาณ 1 เท่าและผลตอบแทนปันผลประมาณ 4% ต่อปี โดยเป้าหมายก็คือ  เขาจะลงทุนจนดัชนีถึง 1,200 จุด  อย่างไรก็ตาม ในช่วงเร็ว ๆ  นี้  ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามได้ขึ้นมาถึงประมาณ 1,000 จุดแล้ว  คงต้องดูกันต่อไปว่าเมื่อถึง 1,200 จุดเขาจะถอนการลงทุนหรือปรับเป้าหมายดัชนีขึ้นไปหรือไม่ 

 วันที่เพตทรีถอนการลงทุนในไทยไปตลาดหุ้นเวียตนามนั้นเขาบอกว่า  “เขาหลงใหลอาหารไทย..  เขาติดใจในวิถีชิวิตแบบชาวพุทธ.. เคารพรักสถาบันหลัก….ให้คุณค่าการดูแลนโยบายการเงินของแบ้งค์ชาติ…และรักเมืองไทยอย่างสุดซึ้ง”  แต่เขาไม่ได้หลงรักหุ้นไทย  งานหลักของเขาในฐานะของผู้จัดการกองทุนก็คือการเลือกหุ้นลงทุน  เขาบอกว่า  “ผมชอบหุ้นถูก  ผมไม่ได้หลงรักมัน”  หุ้นไทยคงแพงเกินไปแล้วสำหรับเขา  เขาจึงไปลงทุนในหุ้นเวียตนามที่ยังถูก  วันหนึ่งเขาก็อาจจะขายมันเช่นเดียวกัน  อย่างไรก็ตาม  เวลา 6-7 ปีที่ไปลงทุนในเวียตนามเขาก็ยังอาศัยอยู่ในประเทศไทย  สำหรับเขา  นี่คือ “บ้าน”  และเพื่อนนักลงทุนของเขาซึ่งรวมถึงผมด้วยก็ยังนัดกันกินข้าวกันทุก 3 เดือนติดต่อกันน่าจะไม่น้อยกว่า 10 ปีแล้ว  ผมไม่รู้ว่าตลาดหุ้นที่เขาจะลงทุนแห่งต่อไปจะเป็นที่ไหนและเขาจะไปเมื่อไร  แต่น่าจะมีโอกาสสูงที่ตัวเขาก็จะยังคงอยู่เมืองไทยต่อไป

กองทุนอีลิทนั้นเน้นการเติบโตหรือสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติ  ดังนั้น  เขาจึงเลือกที่จะลงทุนในหุ้นตัวเล็กถึงกลางเป็นหลัก  นอกจากนั้น  เขายังลงทุนแบบ Focus คือลงทุนเน้นในหุ้นไม่มากเกินไป  ตัวหลัก ๆ  น่าจะประมาณ 10 ตัวบวกลบซึ่งจะเป็นตัวที่เขาลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ  และเป็นกิจการที่เขาจะศึกษาอย่างละเอียด  เข้าไปพบและทำความรู้จักกับผู้บริหาร  เขาทำได้เนื่องจากเขาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ของบริษัทที่บางตัวเขาถือหุ้นถึง 10% ในบริษัทหรือมากกว่านั้น  อย่างไรก็ตาม  เพื่อที่จะลดความเสี่ยงของการลงทุนลง  กองทุนมีเกณฑ์ว่าจะไม่ถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกิน 20% ของพอร์ตโดยรวมไม่ว่าหุ้นตัวนั้นจะดีแค่ไหน  และในบางครั้งที่หุ้นบางตัวโตเร็วจนทำให้มันมีสัดส่วนเกิน 20% เขาก็จะต้องขายมันบางส่วนเพื่อควบคุมไม่ให้มันใหญ่เกิน 20% 

สไตล์การลงทุนของเพตทรีเองนั้น  เขาน่าจะเป็นแนว VI พันธุ์แท้ที่ยึดหลักการแบบ VI อย่างเคร่งครัด  สิ่งที่เขาไม่ทำก็คือการซื้อหุ้นราคาแพงหรือแพงมากแม้ว่ามันจะเป็นกิจการที่ดีมาก  ดูเหมือนว่าหุ้นที่เขาลงทุนจะต้องเป็นกิจการที่ดีใช้ได้และกำไรจะเติบโตขึ้น  แต่ราคาหุ้นจะถูกมากประเภท  “Deep Discount” เขาจะซื้อแล้วถือไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งซึ่งผมเดาว่าเฉลี่ยน่าจะ 2-3 ปีขึ้นไปเพื่อรอให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปจนถึงมูลค่าพื้นฐานที่ควรเป็นเขาก็จะขายไปโดยไม่รู้สึก  “ผูกพัน” ต่อผู้บริหารของบริษัทที่อาจจะมีความสัมพันธ์กันมานานพอสมควร  การมุ่งเน้นในด้านของราคาหรือความถูกของหุ้นที่เขาจะลงทุนนั้นสามารถเห็นได้ชัดจากรายงานผลประกอบการของกองทุนประจำเดือนหรือรายปีที่เขาจะเล่าถึงผลงานที่ผ่านมาและบอกถึงสถานะของพอร์ตของกองทุนว่าเป็นอย่างไร  สิ่งที่เขาพูดถึงเป็นประจำก็คือ  เขาจะบอกด้วยความมั่นใจว่าพอร์ตของเขานั้นมีความปลอดภัยสูงและน่าจะทำผลงานได้ดีในอนาคตเนื่องจากบริษัทที่กองทุนถืออยู่นั้นจะเติบโตดีและเป็นพอร์ตหุ้นที่ราคาถูกมากวัดจากค่า PE โดยเฉลี่ยที่มักจะไม่เกิน 10 เท่า

            กองทุนอีลิทบริหารโดยเพตทรีอย่างต่อเนื่องยาวนานมาถึง 20 ปีไม่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยมากในแวดวงของกองทุนรวม  และนี่ก็อาจจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความสำเร็จของกองทุนที่คนลงทุนเชื่อมั่นและไว้ใจในตัวเขา   อย่างไรก็ตาม  กองทุนเองก็คงไม่ได้ขยายตัวเพื่อรับเงินใหม่ ๆ มากนัก  ขนาดของกองทุนก็คงโตไปตามผลประกอบการเป็นหลัก  จนถึงช่วงเร็ว ๆ นี้กองทุนก็มีมูลค่าทรัพย์สินเพียงประมาณ 13-14,000 ล้านบาทไทยซึ่งถือว่าไม่ใหญ่เลย   แต่นั่นก็อาจจะเป็นสิ่งที่เพตทรีต้องการ  การบริหารเงินจำนวนมากเกินไปนั้นมักจะทำให้ผลตอบแทนลดน้อยถอยลง  และนั่นก็อาจจะทำลายสถิติที่ดีเยี่ยมและทำให้ชีวิตการทำงานเหนื่อยยากขึ้นไปมาก  ดังนั้น  ดูเหมือนว่าเพตทรีจะพึงพอใจกับขนาดของกองทุนที่เป็นอยู่เช่นเดียวกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันกับงานที่ทำ  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  เงินส่วนตัวของเขาเองก็อยู่ในกองทุนไม่น้อย  ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้กองทุนโตขึ้นมากแต่ผลตอบแทนน้อยลง

 จากการที่รู้จักและพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุนมานาน  ผมเองรู้สึกว่าเราคล้ายกันมากในหลาย ๆ  มิติของการลงทุน  แม้แต่ช่วงเวลาของการเริ่มต้นเองนั้น  ผมก็เริ่มใกล้เคียงกันคือเริ่มหลังวิกฤติเศรษฐกิจไทยในปี 1997  ต่างก็เป็น VI “พันธุ์แท้” ที่เน้นราคาหุ้นที่ถูกค่อนข้างมาก   ลงทุนแบบ Focus ถือหุ้นน้อยตัวในหุ้นขนาดเล็ก-กลางที่ยังเติบโตโดยเฉพาะในช่วงแรกของการลงทุน  สิ่งที่ดูเหมือนว่าเพตทรีจะนำหน้าผมก็คือ  การเคลื่อนย้ายเงินไปยังตลาดที่อุดมสมบูรณ์ที่เขาไม่มีข้อจำกัด  ในขณะที่ผมเองทำได้จำกัดมากและอาจจะไม่คิดเลยถ้าไม่เห็นว่าเพตทรีเริ่มย้ายเงินไปลงทุนในจีนและเวียตนาม  อย่างไรก็ตาม  หลังจากการผ่อนคลายของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  ผมเองก็เริ่มลงทุนในเวียตนามบ้างแต่ก็ยังน้อยมากแค่ประมาณ 10% ของพอร์ต   ถึงกระนั้นก็ตาม  ทุกวันนี้เวลาเจอกันเราก็มักจะคุยแต่หุ้นและตลาดหุ้นเวียตนามเป็นหลัก  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผมก็กลายเป็นผู้ฟังมากกว่า  เพราะความเข้าใจในหุ้นเวียตนามของผมนั้นน้อยกว่าเพื่อนในกลุ่มมาก          

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

แชร์ข่าว :
Tags: