สุกัญญา หาญตระกูล

ดูบทความทั้งหมด

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "ร้อยแปด วิถีทัศน์"

27 กันยายน 2561
3,188

สารจากเมล็ดข้าวเปลือกถึงพรรคอนาคตใหม่

น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีหัวหน้าพรรคการเมืองพูดถึงเครื่องสีข้าวในเรื่องการส่งออกข้าวของไทยว่ายังล้าหลัง

แน่ชัดว่าการเสนอเทคโนโลยีเครื่องสีข้าว"ชั้นนำ"โดยหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หมายถึงการแปรรูปข้าวระดับอุตสาหกรรมของโรงสีใหญ่ ไม่ใช่การแปรรูปด้วยเครื่องสีข้าวใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กติดตั้งง่ายราคาถูกผลิตในไทยเพียงเงินหลักพันหลักหมื่นระดับชาวนารายย่อย ก็ซื้อหามาได้เพื่อสีข้าวบรรจุถุงขายตรงเองซึ่งในระยะ 3 - 4 ปีมานี้ เริ่มมีขึ้นและเติบโตค่อนข้างเร็วด้วยปัจจัยหนุน อี-คอมเมิร์ซ แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อยนิดของตลาดข้าว

 มาฟังกันให้ชัดๆ ว่า หัวหน้าพรรคที่จะมาเป็นความหวังใหม่ ให้สัมภาษณ์ประชาชาติธุรกิจ เมื่อต้นเดือน ก.ย. นี้

 "เรามีวิธีอื่นที่ทำให้พืชผลเศรษฐกิจของไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้ดีกว่านี้คือ สร้างโครงสร้างพื้นฐานในระบบการเกษตร ผมได้ไปดูอุตสาหกรรมการแปรรูปยาง ปาล์มหรือข้าว ล้าหลังมาก หากไปเทียบกับประเทศที่พัฒนาทางการเกษตร เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐ เทคโนโลยีที่ใช้คนละโลกกันเลย ยกตัวอย่างข้าว ไทยเป็นประเทศที่บอกว่าส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก แต่ไทยไม่มีแม้แต่บริษัทเครื่องสีข้าว บริษัทที่ทำเครื่องสีข้าวชั้นนำคือประเทศเยอรมันนี..."

นอกจากใช้ตรรกะผิดๆ ในการพูดถึง "โครงสร้างพื้นฐานในระบบการเกษตร" แต่ลงเอยด้วยการเสนอเครื่องสีข้าวชั้นนำ โดยเฉพาะขั้นตอนการผลิตที่เปรียบเทียบกันไม่ได้ในการนำการแปรรูปข้าวโดยใช้เครื่องสีข้าวไปเปรียบเทียบกับการแปรรูปยาง ปาล์ม แต่ก็ขอเว้นไปก่อนในรายละเอียด ขอเน้นย้ำเพียงว่าในธุรกิจการค้าข้าวทั้งในประเทศและการส่งออก คุณภาพข้าวเปลือกเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดและสำคัญกว่าเครื่องสีข้าวหากเปรียบเทียบกัน

เครื่องจักรสีข้าวหากไร้ข้าวเปลือกก็คือกองเหล็ก กองไฟเบอร์ดีๆ นี่เอง นอกจากนั้น เครื่องจักรสีข้าวที่ว่าชั้นนำที่สุด มีผู้ควบคุมเครื่องสีข้าวมือชั้นเซียนสุดๆ ขนาดไหน ก็ไม่สามารถะสีข้าวเปลือกที่คุณภาพต่ำให้เป็นข้าวสารชั้นดีได้

ข้าวเปลือกหอมมะลิไทยถือไพ่ใบเหนือกว่าใครๆ ด้วยข้อบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (geographical indicator)คือ แหล่งผลิต พูดง่ายๆ ก็คือ เครื่องสีชั้นนำขนาดไหนก็ไม่สามารถจะสีข้าวอื่นให้เทียบเคียงเสมอเป็น ข้าวสารหอมมะลิไทยได้

นี่คือเหตุผลสำคัญว่า ทำไมเราจึงส่งออกข้าว(สาร)ได้มากและมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีประเทศอย่างอินเดีย เวียดนาม ผลิตข้าวต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและขายส่งออกได้มาก ขนาดชิงแชมป์เราไปในช่วงที่เราเซเสียหลักเพราะนโยบายจำนำข้าวนั่นอย่างไร (โดยบัดนี้บุญมาวาสนาช่วยตลาดโลกมีออเดอร์ข้าวสูงขึ้น ไทยกลับมาครองแชมป์โดยรัฐบาลไม่ต้องทำอะไรนัก)

กระทั่งปลายข้าวหอมมะลิไทยจากเครื่องสีข้าวที่ว่า "ล้าหลังมาก" ก็เป็นสินค้ามีราคาทั้งในประเทศโดยเฉพาะส่งออกไปยังแอฟริกาที่ผู้บริโภคจำนวนมากสู้ราคาข้าวหอมมะลิไทยพรีเมี่ยมแบบที่ขายในตลาดฮ่องกง ปักกิ่ง สิงคโปร์ ไม่ได้ ยอมกินปลายข้าวหอมมะลิไทย (ดีกว่าไปกินข้าวโนเนมอื่นสากๆชืดๆที่อาจเป็นข้าวสารเต็มเมล็ดด้วยซ้ำไป)

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความจะให้เรานั่งตีขิมอยู่บนกองข้าวเปลือกหอมมะลิโดยไม่ทำอะไร คุณภาพข้าวเปลือกไม่ได้อยู่ที่พันธุ์ข้าวและข้อบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เท่านั้น

นับแต่วินาทีที่เมล็ดข้าวเปลือกถูกนวดให้หลุดจากรวง ข้าวเปลือกพันธุ์ดีวิเศษแค่ไหนจะต้องดูแลควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับ 14% และการจัดเก็บอย่างถูกต้องในระดับความชื้นดังกล่าวตลอดระยะเวลาประมาณ 1 - 2 ปีกว่าจะเดินทางไปถึงเครื่องสีข้าว มิฉะนั้นหายนะจะเกิดขึ้นได้ทุกขั้นตอน หลังเก็บเกี่ยวหากตกค้างอยู่ในนานานเกินวันสองวันเมื่อนำมาสีข้าวสารอาจออกสีเหลือง ไหนเสี่ยงจะชื้นจะงอกหากเจอน้ำค้างเจอฝน เมล็ดแตกหักมากในการสีหากความชื้นสูงกว่า 14% เป็นต้น

การตากแดดข้าวเปลือกควบคุมความชื้นบนท้องนาคันนา ลานวัดและตามท้องถนนที่ชาวนาไทยทำกันอยู่ตามประสาอย่างไร้การเหลียวแลจากงบประมาณอุดหนุนภาคเกษตรหลายรูปแบบของทุกรัฐบาลใน 30 ปีที่ผ่านมาเช่น สินเชื่อ แจกปุ๋ย แจกเมล็ดพันธุ์ ประกันราคาข้าว จำนำข้าว สร้างความเสี่ยงสูงต่อปัญหาความชื้นและการปนเปื้อน ยากที่จะรักษาคุณภาพและมาตรฐานทั้งสำหรับบริโภคในประเทศและโดยเฉพาะการส่งออกที่เราส่งมากถึง 60% ของข้าวที่เราผลิตได้ในแต่ละปีเพาะปลูก อีกทั้งชาวนาไม่มียุ้งฉางขนาดใหญ่ 

บ้านที่แท้จริงของข้าวเปลือกตลอดมาถึงวันนี้จึงเป็นยุ้งฉางของโรงสี ซึ่งในกรณีของไทยผู้ประกอบการโรงสีไม่ใช่เกษตรกรผู้ผลิตข้าวเปลือกเหมือนอย่างการผลิตเมล็ดธัญญพืชข้าวสาลี ข้าวโพดฯ ของประเทศอุตสาหกรรมในตะวันตก หรือญี่ปุ่นที่มีระบบบริหารจัดการข้าวเฉพาะตัว วิเศษ เยี่ยมยอด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นำมาเปรียบเทียบกับไทยไม่ได้ มีกระทั่งการชิมข้าวจัดเกรดมาตรฐานคุณภาพข้าวแบบตะวันตกทำกับเหล้าองุ่นเลยทีเดียว

เกษตรกรผู้ผลิตข้าวเปลือกส่วนใหญ่ของเราเป็นชาวนารายย่อยที่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการโรงสีใหญ่ ข้าวเปลือกแทบทั้งหมดทุกปีเพาะปลูก จึงเดินทางออกจากท้องนาหลังการนวดข้าวตรงดิ่งไปยังโรงสีที่รักษาดูแลข้าวเปลือกดุจ กล่องดวงใจมาได้เป็นนานโดยไม่มีใครท้าชิงได้สำเร็จและนี่คือความลับทางการค้าและไม้ตายของโรงสีใหญ่ที่ใครๆ ก็รู้ การประกันยุ้งฉางในรัฐบาลชุดนี้ยังไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงใดที่สำคัญ

เป็นความคิดดีที่จะส่งเสริมคนไทยผลิตเครื่องสีข้าวให้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าอยากทำให้ธุรกิจข้าวไทยไปดีกว่านี้ หมายถึงประสิทธิภาพการผลิตทั้งระบบและแบ่งปันกำไรอย่างยุติธรรม ควรคำนึงถึงการดูแลบริหารจัดการข้าวเปลือกโดยเฉพาะขณะอยู่ในมือเกษตรกรว่าเป็นโจทย์ที่สำคัญยิ่งและสำคัญกว่าเร่งด่วนกว่าช่วยผู้ประกอบการโรงสีหาซื้อเครื่องสีข้าว "ชั้นนำใน การสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบการเกษตร".

 

ดูบทความทั้งหมดของ สุกัญญา หาญตระกูล

แชร์ข่าว :
Tags: