มองจีนมองไทย

ดูบทความทั้งหมด

อาร์ม ตั้งนิรันดร คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

27 สิงหาคม 2558
3,256

5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นจีน

เขาว่ากันว่า วิกฤติ “หุ้นตก” ทั่วโลก (รวมถึงไทย) นั้น

ลามมาจากตลาดหุ้นจีนที่ตกระเนระนาดมาตั้งแต่วันจันทร์ วันนี้ผมขอเสนอ 5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นจีน โดยเริ่มจากข่าวร้าย 4 เรื่องก่อน แล้วจึงขอปิดท้ายด้วยข่าวดี

1.ดัชนีตลาดหุ้นจีน “ดิ่งเหว” 42% ในเวลา 3 เดือน 

ในรอบ 1 ปี นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้วจนถึงเดือนมิถุนายนของปีนี้ ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ปรับขึ้นกว่า 150% จนแตะจุดสูงสุดที่ดัชนี 5,166 อย่างไรก็ตาม ภายในเวลาเพียง 3 เดือนที่ผ่านมา (ตั้งแต่เดือนมิถุนายน) ตลาดหุ้นจีนตกกระหน่ำกว่า 42% แล้ว จนมาปิดที่ดัชนีต่ำกว่า 3,000 ในสัปดาห์นี้

2.ตลาดหุ้นจีนเป็นอภิมหา “ฟองสบู่” และรัฐบาลจีนนี่แหละที่จงใจปั่นให้เกิด “ฟองสบู่” ขึ้นแต่แรก!!

ปัญหาเศรษฐกิจจีนก่อนหน้านี้ คือระดับหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจเริ่มน่าเป็นห่วง รัฐบาลจีนจึงมีนโยบายลดการกู้ยืม และการลงทุนจากรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจไม่ลื่นไหล เงินไม่สะพัดดังในอดีต และอาจกระทบตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น รัฐบาลจีนจึงออกนโยบายอนุญาตให้บริษัท สามารถนำหุ้นในตลาดหุ้นไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากธนาคารได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทเอกชน (และรัฐวิสาหกิจด้วย) ยังคงสามารถมีเงินทุนเพิ่มเติมในการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจ (และยังช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ของบริษัทขนาดกลางและเล็กของจีนด้วย)

นอกจากนั้น รัฐบาลจีนยังได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อโดยมาร์จิ้นของนักลงทุน เพื่อกระตุ้นตลาดหุ้นให้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการประมาณการว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ขึ้นถึงจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีเงินลงทุนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้มากกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เป็นการซื้อโดยมาร์จิ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผู้ประมาณการว่า มีการกู้ยืมเงินนอกระบบมาลงทุนในตลาดหุ้นอีกเป็นเม็ดเงินปริมาณมหาศาล

ด้วยนโยบายเหล่านี้ของรัฐบาลจีน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นจีนพุ่งไม่หยุด 150% ในเวลาเพียง 1 ปี แต่ปัญหาที่ชัดเจน ไม่มีใครปฏิเสธได้ ก็คือ ราคาของหุ้นในตลาดหุ้นจีน ไม่ได้สะท้อนพื้นฐานมูลค่าที่ควรจะเป็นของหุ้น เพราะราคามันพุ่งไม่หยุด เหมือนเป็นบ่อนพนันมากกว่า

3.ปัจจัยที่ทำให้หุ้นจีน “ดิ่งเหว” ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ปัจจัยพื้นฐานก็คือ ตลาดหุ้นจีนเป็น “ฟองสบู่” ขนาดมหึมา ดังนั้นเมื่อ “ฟองสบู่” เริ่มแตกโพละตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน หุ้นจีนจึงตกอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เมื่อช่วงเดือนที่แล้ว รัฐบาลจีนได้เข้าพยุงตลาดหุ้นด้วย “ยาแรง” หลายขนาน เช่น ตั้งกองทุนเข้าซื้อหุ้น ห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่เทรดหุ้น ฯลฯ จนตลาดหุ้นจีนขยับกลับขึ้นไปที่ดัชนี 4,000 และเริ่มทรงตัว

จากนั้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางการจีนได้ประกาศว่า กองทุนของรัฐบาลจะไม่เข้าแทรกแซงตลาดหุ้นแล้ว (เพราะเห็นว่าตลาดหุ้นเริ่มทรงตัวแล้ว) ผลปรากฏว่าตลาดหุ้นจีนกลับตกกระหน่ำอีกรอบ จนมาถึงจุดต่ำสุดในสัปดาห์นี้ 

 ในช่วงใกล้ๆ กัน ทางการจีนได้ประกาศลดค่าเงินหยวนลง 3% โดยนักวิเคราะห์ต่างมองว่า เป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะกระตุ้นภาคการส่งออกของจีน ทำให้นักลงทุนมองว่า รัฐบาลจีนเริ่มกังวลเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตัวเลขส่งออกที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ความไม่เชื่อมั่นและวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจของจีน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นจีนยิ่งปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

4.นี่ไม่ใช่วิกฤติครั้งแรกของตลาดหุ้นจีน แต่เป็นวิกฤติครั้งแรกที่เกิดจากสถานการณ์ภายในของจีนเอง

ในช่วงปี ค.ศ.2005-2007 ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้โตจากเดิมกว่า 6 เท่าตัว จากเดิมที่ดัชนี 1,000 วิ่งไปถึงดัชนี 6,000 จากนั้นในช่วงปี ค.ศ.2007 เกิดวิกฤติตลาดหุ้นจีน จนตลาดหุ้นปิดที่ดัชนีต่ำกว่า 2,000 เมื่อสิ้นปี ค.ศ.2008

สาเหตุของวิกฤติในช่วงนั้น มาจากวิกฤติการเงินในสหรัฐฯ (“วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์”) ซึ่งลามไปทั่วโลก ส่วนวิกฤติรอบนี้เริ่มมีนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า เริ่มจาก “ฟองสบู่” ภายในของจีนเอง จนเกิดคำถามว่าจะเป็น“วิกฤติเป็ดปักกิ่ง” ที่ลามไปทั่วโลกหรือไม่

5.แนวโน้มคือหุ้นจะตกทั่วโลกในระยะสั้น แต่ “วิกฤติเป็ดปักกิ่ง” ไม่น่าจะลามไปทั่วโลกในระยะยาว

ในระยะสั้น ตลาดหุ้นจะตกทั่วโลก เพราะนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจจีน (และวิตกกังวลว่า วิกฤติเศรษฐกิจจีนอาจกระทบเศรษฐกิจโลก) การที่นักลงทุน “วิตก” เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ เพราะที่ผ่านมา มีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่โตประมาณ 7% ว่าเป็นตัวเลขที่ทางการจีนตกแต่งขึ้น ไม่มีใครรู้แน่ว่าเศรษฐกิจจีนของจริงชะลอตัวมากน้อยเพียงใด เพราะทางการจีนเป็นผู้ควบคุมและประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจทั้งหมด ดังนั้น ดัชนีหุ้นจึงเป็นตัวสะท้อนที่สำคัญอันหนึ่งที่นักลงทุนใช้ในการวิเคราะห์

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว วิกฤติตลาดหุ้นจีนไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดโลก เพราะ 3 เหตุผล

หนึ่ง ตลาดหุ้นจีนยังเป็นตลาดหุ้นที่ค่อนข้างปิด มีนักลงทุนต่างชาติคิดเป็นจำนวนเพียง 2% เท่านั้น ขณะเดียวกัน นักลงทุนจีนเองก็ถือหุ้นในตลาดหุ้นอื่นในจำนวนที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้น การที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอื่นทั่วโลกในระยะยาว

สอง ดัชนีตลาดหุ้นจีนไม่ได้สะท้อนสภาพเศรษฐกิจจริงของจีนในขณะนี้ สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกวิตกกันมากก็คือ การที่หุ้นจีน “ดิ่งเหว” สะท้อนการถดถอยของเศรษฐกิจจีนใช่หรือไม่ เพราะหากเศรษฐกิจจีนเกิดวิกฤติขึ้นจริง ย่อมส่งผลกระทบไปทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นคู่ค้าสำคัญกับเกือบทุกประเทศในโลก

แต่แท้จริงแล้ว ตลาดหุ้นจีนกับภาคเศรษฐกิจจริงของจีนไม่ได้เชื่อมโยงกันขนาดนั้น ในช่วงที่หุ้นขึ้น 150% จริงๆ แล้วเป็นช่วงที่เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัว การที่หุ้นจีนพุ่งไม่หยุดเป็นผลจากการปั่น “ฟองสบู่” ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลจีน ในตอนนี้แม้ว่าหุ้นจีนจะตกระเนระนาด แต่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของจีนยังคงมีความแข็งแกร่ง ด้วยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศปริมาณมหาศาล และรัฐบาลจีนเองก็ยังมีช่องทางที่จะใช้เครื่องมือทางนโยบายที่หลากหลายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังเช่นที่เพิ่งลดอัตราดอกเบี้ยและอัตราการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ไปเมื่อวันอังคาร

สุดท้าย การตกของตลาดหุ้นจีนไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงของจีน นักลงทุนหลายรายวิตกว่า หุ้นตกอาจส่งผลกระทบกับภาคครัวเรือน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ แม้ว่าคนจีน (รายย่อย) จะเข้าสู่ตลาดหุ้นเป็นจำนวนมากขึ้นหลายเท่าตัวในรอบปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีคนจีนจำนวนเพียง 50 ล้านคน ที่มีบัญชีซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้น (จากคนจีนทั้งประเทศ 1,300 ล้านคน) โดยถือหุ้นคิดเป็นมูลค่าน้อยกว่า 5% ของมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดของครัวเรือนจีน (ส่วนใหญ่จะเป็นสินทรัพย์ในรูปของบัญชีเงินฝากธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์เสียมากกว่า)

ข้อที่น่าวิตกอาจเป็นเรื่องของการที่บริษัทจีนหลายแห่ง อาจเสียหายมหาศาลจากมูลค่าหุ้นที่ตกลงไปมาก รวมทั้งอาจเกิดปัญหาหนี้เสียในระบบ เนื่องจากมีนักลงทุนจำนวนมากเล่นด้วยการซื้อโดยมาร์จิ้น แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจีนจะสามารถควบคุมไม่ให้ปัญหาเหล่านี้บานปลาย จนเกิดเป็นวิกฤติในภาคเศรษฐกิจจริง

เพราะฉะนั้น นักลงทุนในหุ้นไทยอย่าได้วิตกจนเกินควรว่า “วิกฤติเป็ดปักกิ่ง” จะร้ายแรงประหนึ่งวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี ค.ศ.2007 เว้นเสียแต่ว่าที่หุ้นไทยจะตกกระหน่ำต่อไปนั้น จะเป็นเครื่องสะท้อนเศรษฐกิจไทยเองที่กำลังถดถอยลงคลอง

 

ดูบทความทั้งหมดของ มองจีนมองไทย

แชร์ข่าว :
Tags: