มาสด้า ท้าหนาว รุก รัสเซีย (2)

มาสด้า ท้าหนาว รุก รัสเซีย (2)

ท้าทายเส้นทาง เล็ก ลื่น ไกล

     ยามเย็น อากาศในโนโวซีบีรสค์ รัสเซีย เย็นยะเยือกเลยทีเดียว ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอก และหิมะที่โปรยปราย และเมื่อผมเดินทางกลับจากชมเมืองมายังโรงแรมที่พัก ก็พบว่าฝูงรถยนต์มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 และ ซีเอ็กซ์-5 มาจอดรอเรียงรายปะปนกับรถท้องถิ่นที่หน้าโรงแรม เพื่อนๆ ในวงการพามันมาจาก อูลาบาตอร์ มองโกเลีย อย่างปลอดภัยทุกคัน

     

     ทรานส์ ไซบีเรีย บทบาทสำคัญของ โนโวซีบีรสค์

     โนโวซีบีรสค์ เมืองต้นทางของคาราวาน มาสด้า “Only the sky is the limit” เป็นเมืองใหญ่ มีประชากรอันดับ 3 รองจากมอสโคว์ และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเป็นเมืองหลวงของโนโวซีบีสค์โอบลาสต์ แม้ไม่ใช่เมืองหลวงของไซบีเรียแต่ก็เป็นเหมือนศูนย์กลางของไซบีเรียที่หนาวเหน็บแห่งนี้

     สิ่งสำคัญที่ทำให้เมืองนี้เจริญขึ้นมาได้เป็นเพราะการมาของเส้นทางรถไฟชื่อดัง ทรานส์-ไซบีเรีย” หลังการสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำออบแล้วเสร็จในปี 1897 และการเกิดขึ้นของเส้นทางรถไฟ “เติร์กสถาน-ไซบีเรีย” ที่เชื่อมต่อเมืองนี้กับเอเชียกลาง และทะเลแคสเปียน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

     ปัจจุบันยังมีสะพานยุคแรกตั้งแสดงให้ได้ชมกัน และยังมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับ ทรานส์-ไซบีเรีย ที่จัดแสดงในอาคารที่ไม่ใหญ่นัก แต่คุณภาพคับห้อง แสดงเรื่องราวในอดีต รวมถึงสิ่งของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ชวนให้หวนหาอดีต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ หมุดเหล็ก เก้าอี้ที่ผู้ควบคุมการก่อสร้างเคยใช้นั่งทำงาน นั่งพักผ่อน อุปกรณ์ครัว เครื่องครัว เสื้อผ้า ฯลฯ

     และเมื่อออกไปย่านชานเมือง ก็จะได้พบกับพิพิธภัณฑ์รถไฟขบวนจริง ที่จอดเรียงรายมากมาย ทั้งรถขนส่งผู้คน รถพยาบาลที่เคยใช้งานในช่วงสงครามโลก ตู้เสบียงที่มีหม้อหุงหาอาหารขนาดยักษ์เต็มไปหมด และที่ชวนให้หดหู่กับรถขนส่งนักโทษที่แออัด

     เมื่อมองออกไปด้านนอกเห็นกองหิมะหนาเตอะ คำว่าส่งนักโทษไปไซบีเรียที่แวบเข้ามาในหัว ก็ทำให้อากาศที่หนาวเย็น ยะเยือกขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ 

     ต้อนรับวันเดินทางด้วยอากาศติดลบ

     รุ่งเช้าวันใหม่ ตัวเลขแสดงอุณหภูมิที่หอคอยอาคารสถานีรถไฟที่ตั้งอยู่ตรงข้ามแสดงตัวเลข -1 องศาเซลเซียส วันนี้เราจะเริ่มออกเดินทางวันแรก และตลอดระยะทาง 700 กม. ไปถึงเมือง ออมสค์ (Omsk) อากาศจะไม่แตกต่างจากเช้าเท่าไร เป็นความท้าทายทั้งรถและคน ว่าจะรับมือกับมันไหวไหม

     ผมกับเพื่อนอีก 2 คน โดดขึ้น มาสด้า CX-3 สีขาวสะอาดตาที่ดูกลมกลืนไปกับหิมะ ซึ่งจากนี้ไปมันแทบไม่มีโอกาสเผยสีขาวใสอีกต่อไป

     เมื่อออกจากเมืองมาไม่นาน สภาพเส้นทางก็เริ่มเปลี่ยนไป เป็นถนน 2 เลน สวนทาง ซึ่งเราได้รับข้อมูลว่าเส้นทางส่วนใหญ่ในรัสเซียซึ่งมีพื้นที่ใหญ่โตนั้น เป็นถนนแบบ 2 เลนประมาณ 90% ดังนั้นการที่รถที่ใช้เป็นรถที่ขนไปจากเมืองไทยเป็นรถพวงมาลัยขวา แต่ต้องขับขี่ในรูปแบบจราจรที่ตรงข้ามบ้านเรา คือวิ่งชิดขวา ดังนั้นการแซงรถคันหน้าจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการที่ผู้ขับจะเห็นว่ามีรถสวนทางมาหรือไม่ หมายความต้องโยกรถออกไปในเลนสวนทางเกือบเต็มคัน

     หากเพื่อนร่วมทางที่นั่งอยู่ด้านซ้าย ช่วยดูให้ก็จะง่ายขึ้น แต่ก็ต้องมีบ้างแหละครับที่คนไม่ได้ขับจะต้องเผลอหลับไปบ้าง ดังนั้นผู้ขับก็ต้องอาศัยจังหวะและระยะดีๆ ในการแซงแต่ละครั้ง

     ตรงนี้แหละครับที่ผมย้ำบ่อยครั้งว่าทำไมบ้านเรามีอุบัติเหตุบนไหล่ทางบ่อยครั้ง ก็เพราะคนขับที่ทำตัวไม่รู้กฎจราจร ไม่มีวินัย เห็นแก่ตัว เอาเปรียบผู้อื่น ชอบโยกรถลงไปไหล่ทาง แล้วกว่าจะเห็นว่ามีคนเดินเท้า มีรถจักรยาน หรือมีรถจอด ก็สายเสียแล้ว

     หลายช่วงของถนน เปียกชื้น และมีฝุ่นโคลนผสม จากการที่หิมะละลาย ทำให้มีความลื่นต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็พยายามจะไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะจุุดหมายปลายทางไม่ใช่ระยะทางที่ใกล้ๆ

   

      ออมสค์ บรรยากาศสังคมนิยม

     เส้นทางวันแรกผ่านที่ราบเป็นหลัก สองข้างทางเป็นท้องทุ่งที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน และต้นไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีเตรียมตัวทิ้งใบ ผิวถนนค่อนข้างดี เรียบ ดังนั้นเมื่อพ้นเขตที่ลื่นจากหิมะทำให้ทำความเร็วได้ดี เมื่อมีจังหวะดีๆ เรากดคันเร่งขึ้นไป 140-150 กม./ชม. กันยาวๆ ซึ่งตัวรถรับมือกับความเร็วนี้ได้ดี นิ่ง ทั้งทางตรง ทางโค้ง ส่งผลให้วันนี้ถึงที่หมายได้ก่อนฟ้ามืด

     ผิดคาดทีเดียว แม้ว่าจะต้องแวะพักหลายครั้ง ทั้งพักทานอาหาร ดื่มกาแฟ เปลี่ยนยางรถคันหนึ่ง แต่เราถึงออมสค์่อนมืด

     โรงแรมที่เมืองออมสค์ต้อนเราด้วยบรรยากาศทึมๆ ตัวอาคารให้ความรู้สึกถึงโลกสังคมนิยมในอดีตได้เป็นอย่างดี ห้องพักเล็กๆ ลิฟต์ตัวเล็กๆ และห้องอาหารเล็กๆ ที่ดูเหมือนพยายามซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งของอาคาร

     ที่ดูแตกต่างจากบรรยากาศก็คือผู้คน บริกรหญิงวัยกลางคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส คนรัสเซียในพื้นที่ห่างไกลนี้ มีความเป็นมิตรดีครับ