วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แรงกระตุ้นมอเตอร์โชว์ต่ำ ลุ้นค่ายรถประเมินเป้ารอบใหม่

ยอดจองรถยนต์ภายในงาน "บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 36" ถึงวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา

ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดที่ "กรุงเทพธุรกิจยานยนต์" ต้องปิดต้นฉบับ ตัวเลขที่รับแจ้งมาอยู่ที่ 2.04 หมื่นคัน สำหรับงาน 9 วัน ไม่นับ 2 วันแรกที่เป็นรอบวีไอพี และรอบสื่อมวลชน ซึ่งยังไม่ได้เริ่มงานสำหรับประชาชนทั่วไปอย่างเป็นทางการ
เป้าหมายของผู้จัดงานที่ตั้งไว้ในปีนี้คือ 4 หมื่นคัน ขณะที่ 9 วันทำได้ 2.04 หมื่นคัน เท่ากับ 3 วันที่เหลือต้องการยอดเท่าๆ กับ 9 วันแรก เพื่อให้บรรลุเป้า เฉลี่ยใกล้ๆ 7,000 คัน/วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะทำได้
อย่างไรก็ตามวันนี้ (6 เม.ย.) ตัวเลขยอดจองทั้งงาน คงจะออกมาแล้ว และก็ได้คำตอบอย่างเป็นทางการว่าเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะกลับมาบรรลุเป้าหมายก็เป็นได้ หากวันท้ายจะทำยอดได้สูงเป็นพิเศษ รวมถึงรถในตลาดบนอีกหลายยี่ห้อ ที่ไม่แจ้งตัวเลขระหว่างงาน แต่จะแจ้งเมื่อจบงาน ประกอบไปด้วย เมอร์เซเดส-เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ เลกซัส และวอลโว่
อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าตัวเลขยอดขายโดยรวมตั้งแต่ต้นงานก่อนถึงโค้งสุดท้าย ไม่ร้อนแรงเท่าที่ควร ยอดสูงสุดต่อวันอยู่ในระดับ 3,289 คันเท่านั้น แม้ว่าเป็นที่รู้กันว่าในงานนี้มีการจัดแคมเปญที่ค่อนข้างร้อนแรง ในระดับดอกเบี้ย 0% 84 เดือน ก็มีให้เห็นได้ไม่ยาก
ตัวเลขที่เห็นสอดคล้องกับการประเมินสถานการณ์ตลาดก่อนหน้านี้ ของโตโยต้า ที่ระบุว่า เดือน มี.ค.ยอดขายจะยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว แม้ว่าจะมีงานมอเตอร์โชว์ มากระตุ้น รวมถึงปัจจัยบวกอื่นๆ เช่นสภาวะทางการเมืองมีเสถียรภาพในเกณฑ์ที่ดี และการเร่งรัดการใช้จ่ายและการดำเนินโครงการที่สำคัญของภาครัฐ หรือในด้านของผู้ประกอบการ มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดหลายรุ่น
แต่ในเวลาเดียวกัน มีปัจจัยลบกลับมีความเข้มแข็งเช่นกัน เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน ก.พ.ที่ปรับตัวลง เนื่องจากรู้สึกกังวลต่อความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะมีผลต่อการฟื้นตัวของการส่งออกของไทย รวมทั้งกำลังซื้อโดยรวมในประเทศมีสัญญาณชะลอตัว
ขณะที่คนในวงการ มองว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับตลาด เช่น ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อผลิตผลทางการเกษตรอย่างรุนแรง เป็นการซ้ำเติมปัญหา ทั้งปริมาณน้อย และราคาต่ำ ทำให้มีผลต่อกำลังซื้อในสินค้าต่างๆ รวมถึงรถยนต์
"ตลาดต่างจังหวัด มีขนาดใหญ่ และบางคนก็นึกถึงแต่ปิกอัพ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ปัจจุบันรถยนต์นั่ง ก็ทำตลาดได้ดีในต่างจังหวัด เพราะไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป คนชนบทอาจมีปิกอัพไว้ใช้ในงาน แต่ก็มีรถเก๋งเล็กๆ ไว้ไปซื้อของ ไปทำธุระ หรือลูกหลานขับไปเรียนหนังสือในเมือง"
นอกจากนี้ปัญหาใหญ่อีกสิ่งหนึ่ง คือ ความเข้มของสถาบันการเงินที่ลดความเสี่ยงของตนเอง หลังจากเกิดปัญหาหนี้เสียในระบบมากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็เป็นตัวฉุดตลาดให้ถดถอยลง
"ความจริงแล้วความต้องการซื้อรถยังคงมี แต่ว่าไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อมาก สังเกตจะเห็นว่ารถขนาดเล็ก ราคาไม่แพงนัก มียอดขายที่ลดลงมาก เพราะส่วนใหญ่ลูกค้ากลุ่มนี้ซื้อผ่านระบบสินเชื่อเป็นหลัก และเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่สูงนัก ทำให้ไฟแนนซ์เข้มงวดเป็นพิเศษ แต่รถในตลาดบนๆ เห็นได้ว่ายังไปได้ดี"
ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขไม่ว่าปีที่แล้ว หรือช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ ที่รถระดับพรีเมียมยังเติบโต ขณะที่ตลาดรวมหดตัวลง ยกเว้นค่ายที่มีสินค้าใหม่หรือข้อเสนอที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า เช่น ตลาดรถยนต์นั่งมาสด้า ซึ่งเติบโต 126% และยังครองตำแหน่งอันดับ 2 ยอดจองในมอเตอร์โชว์ โดยมีสินค้าสำคัญคือมาสด้า 2 ใหม่ หรือฮอนด้าที่ 2 เดือนแรกเติบโต 42% โดยรถที่มีบทบาทสำคัญคือ เอชอาร์-วี ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงหลังจากการเปิดตัว 3 เดือน กับยอดจองกว่า 1.5 หมื่นคัน
อย่างไรก็ตามอนาคตของตลาดจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร คงต้องรอดูท่าทีของค่ายรถที่เคยบอกว่าจะประเมินตัวเลขอีกครั้ง หลังจากเห็นทิศทางในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้นำตลาดอย่างโตโยต้า บอกว่าหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ก็จำเป็นจะต้องปรับลดเป้าหมายลง