วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประแป้ง แต่งตัว

อากาศช่วงปลายเดือนมี.ค.ต่อต้นเดือนเม.ย. ถือว่าเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของประเทศไทย

นอกจากอากาศในช่วงเวลานี้จะร้อนจัดแล้ว ยังเป็นช่วงที่มีโอกาสเกิดพายุลมร้อนรุนแรง พร้อมทั้งฝนตกหนักกระหน่ำแบบฝนหลงฤดู หรือที่ศัพท์แสงสมัยใหม่เรียกกันว่าเป็นดีเปรสชั่นฤดูร้อน แต่คนโบราณเรียกว่า "ลมตรุษลมสงกรานต์ หรือ ฝนชะช่อมะม่วง" และลมพายุที่พัดแรงในช่วงนี้มักจะทำความเสียหายให้กับบ้านเรือนของประชาชนเป็นจำนวนมากอยู่เป็นประจำ
เมื่อถึงเวลาที่อากาศร้อนมากๆ คนไทยมักจะพูดกันว่า "ร้อนจนตับแลบ" ซึ่งคนสมัยใหม่มักจะแปลความหมายเอาว่า คือมีความร้อนสูงมากจนตับซึ่งเป็นอวัยวะภายในร่างกายแลบออกมา เหมือนกับที่มีการทำภาพยนตร์โฆษณาฟิล์มกรองแสงยี่ห้อหนึ่งออกมาเผยแพร่ ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อความหมายที่ผิดไปจากความจริงโดยสิ้นเชิง เพราะคำว่า "ตับแลบ" นั้นหมายถึงอากาศร้อนจัดหรือมีอุณหภูมิสูงมาก จนทำให้หลังคาบ้านหรือกระท่อมที่มุงด้วย "ตับจาก" กรอบและหดตัวจนเกิดช่องว่างหรือรูโหว่จนสามารถมองเห็นแสงของท้องฟ้า "แลบ" มาได้จากรูโหว่นั้น ซึ่งคำว่า "ตับแลบ" มีความหมายแท้จริงว่า "ตับจากหดตัวจนมีรูโหว่ทำให้แสงแล่บหรือลอดเข้ามาได้" ไม่ใช่หมายถึงตับซึ่งเป็นอวัยวะภายในร่างกายแล่บแต่อย่างใด
ความร้อนในระดับนี้คนไทยในสมัยเก่าก่อนจะไม่ค่อยรู้สึกเดือดร้อนเท่าใดนัก เพราะธรรมชาติจะสอนให้บรรพบุรุษชาวไทยปรับตัว, ปรับที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเอาไว้รับมือเพื่อความอยู่รอด เช่น การปลูกบ้านเรือนทรงไทยที่มีใต้ถุนสูง ทำให้มีลมพัดผ่านลอดใต้ถุนบ้านระบายความร้อนออกจากตัวบ้านได้ และยังอาศัยใต้ถุนบ้านเป็นที่นั่งพักหลบร้อนและนั่งเล่น หรือทำงานเล็กๆน้อยๆในยามกลางวันที่แดดแรงกล้า อีกทั้งใต้ถุนบ้านที่เป็นลานดิน ยังสามารถเอาน้ำมาพรมเพิ่มความชุ่มชื้น และดับความร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย
หรือการคลายร้อนอีกวิธีหนึ่งที่คนไทยใช้กันมาแต่โบราณกาลก็คือ การใช้แป้งมาชโลมเพื่อให้เกิดความเย็นและกำจัดเหงื่อไคลช่วยลดความร้อนไปได้ ซึ่งในยุคต่อมาได้มีการพัฒนาขึ้นมาจนเป็นแป้งเย็น ยี่ห้อที่รู้จักกันดีก็คือแป้งเย็นของห้างขายยาอังกฤษตรางู หรือแม้แต่บรรดาแป้งน้ำที่เอาแป้งผสมน้ำอบไทยซึ่งมีกลิ่นหอม คนไทยก็รู้จักเอามาทาหรือชโลมตามร่างกายเพื่อคลายร้อนมานานแสนนาน หรือการเอาดินสอพองซึ่งเป็นแป้งชนิดหนึ่งมาผสมกับน้ำมะนาวและพิมเสน ชโลมตัวลูบไล้ไปทั่วเมื่อรู้สึกว่าอากาศร้อนจัดเพื่อคลายร้อน ทำให้เรารู้ได้ว่าเครื่องสำอางหรือเครื่องประทินโฉมชนิดผง ที่รู้จักกันในนามของแป้งนั้นเป็นของที่นิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยมาช้านาน
แม้ว่าปัจจุบันนี้แป้งผงแบบโบราณจะได้รับความนิยมน้อยลงไปมาก แต่มูลค่าของตลาดแป้งผงโบราณโดยรวมก็น่าจะยังอยู่ที่ระดับหลายร้อยล้านบาท หรืออาจจะถึงหลักพันล้านบาทต่อปีด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทยเช่นเวลานี้ หรือจะพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็ต้องบอกว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นช่วงเวลาที่สถิติการจำหน่ายแป้งฝุ่น, แป้งผง และ ดินสอพอง มีตัวเลขสูงสุดในรอบปี เพราะนอกจากส่วนหนึ่งจะเกิดจากค่านิยมที่ผิดเพี้ยน นั่นคือการเอาแป้งมาลูบไล้ไปบนร่างกายของเพศตรงข้ามในเทศกาลสงกรานต์ ด้วยคิดกันว่าเป็นประเพณีที่ถูกต้องและมีมานานแล้ว ยังมีคนใช้รถอีกจำนวนหนึ่งที่นิยมเอาแป้งหรือดินสอพองมาพอกทาไปทั่วตัวรถ เพราะเชื่อกันว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้สีรถเสียหายจากการถูกสาดน้ำ หรือบางคนยังเชื่อถึงขั้นที่ว่าจะยิ่งช่วยทำให้สีรถมีความเงางามมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดโดยสิ้นเชิงและอาจจะเกิดผลร้ายตามมาด้วยซ้ำไป
สีรถที่ถูกพ่นลงไปบนตัวถังรถยนต์ในปัจจุบันนี้ นอกจากตัวของสีจะได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนมีคุณภาพสูง ทั้งในด้านของความสดใสของสี และความทนทานต่อแสงแดดและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติรอบด้านแล้ว เทคโนโลยีของการพ่นหรือเคลือบสีลงไปบนตัวถังรถยนต์ ยังได้รับการพัฒนาไปมากจนยากที่ความร้อนจากแสงแดดตามธรรมชาติ จะเป็นตัวทำให้สีของรถยนต์เสียหายขึ้นมาได้
ปัจจุบันนี้มีรถยนต์มากมายหลายยี่ห้อทั้งที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย และที่เป็นรถยนต์สำเร็จรูปที่นำเข้ามาทั้งคันจากต่างประเทศ ได้รับการติดตั้งชิ้นส่วนที่ทำให้สามารถเปิดพื้นที่ของหลังคา เพื่อรับแสงและอากาศจากภายนอกได้หรือที่รู้จักกันในามของซันรูฟ และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในประเทศไทยมาก ในขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี โอกาสที่จะเปิดช่องรับอากาศภายนอกบนหลังคาหรือซันรูฟจึงมีโอกาศน้อยมาก และเมื่อซันรูฟเป็นส่วนที่อยู่บนสุดของตัวรถโดยไม่มีสิ่งอื่นใดมาบังแสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์ จึงพบว่ารถยนต์ที่มีซันรูฟและไม่เคยถูกเปิดซันรูฟขึ้นมาใช้งานเป็นเวลานาน เมื่อต้องเจอกับน้ำในปริมาณมากหรือเมื่อถึงฤดูฝน จะมีน้ำรั่วเข้ามาห้องโดยสารจากบริเวณขอบของซันรูฟที่อยู่บนหลังคานั่นเอง
สาเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะยางขอบกระจกของซันรูฟมีการฉีกขาดเกิดขึ้น โดยหลายครั้งพบว่าการฉีกขาดนั้นเกิดขึ้นเพราะความร้อนจัด ทำให้ยางบริเวณขอบกระจกของซันรูฟละลายเหนียวติดกับกระจกของซันรูฟ เมื่อกดสวิทช์เปิดขึ้นมาจึงทำให้เกิดการฉีกขาดขึ้นมาได้ ซึ่งหากเจ้าของรถยนต์รู้จักวิธีการป้องกันอาการดังกล่าวก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ นั่นคือต้องเปิดซันรูฟขึ้นมาใช้งานบ่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1ครั้งต้องเปิดและปิดซันรูฟ เพื่อให้ยางส่วนที่สัมผัสกับกระจกตลอดเวลาได้มีโอกาสยืดตัวตามสภาพบ้าง และเป็นการช่วยลดความร้อนจากกระจกที่กระทำต่อยางขอบกระจกจนเกิดอาการเหนียวละลายขึ้นมาได้
และหากเป็นไปได้ให้ใช้แป้งฝุ่นโรยตัวทั่วไป มาลูบไว้บนชิ้นส่วนที่เป็นยางทั้งหลาย เช่นยางขอบประตู และยางขอบซันรูฟเป็นต้น เพราะความลื่นของแป้งจะช่วยลดอาการละลายจนเหนียวติดกระจกของยางได้มากครับ