รู้รถรู้เรา ขับปลอดภัยกับเมอร์เซเดส-เบนซ์

รู้รถรู้เรา ขับปลอดภัยกับเมอร์เซเดส-เบนซ์

เทคโนโลยียานยนต์เปลี่ยนแปลงไปมาก และมีความเฉพาะตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นการจะใช้รถให้ได้ประสิทธิผล

สูงสุด ก็จำเป็นที่ผู้บริโภคจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง
รถยนต์ในอดีตกับปัจจุบัน ทั้งเทคโนโลยี อารมณ์การขับขี่ ควบคุม แตกต่างกันออกไป แต่มีผู้ใช้รถจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก เมื่อจะซื้อรถ ใช้รถ ก็ดูกันแต่แรงม้า ออพชั่น เป็นหลัก
การรู้จักรถมากเท่าไร ก็ทำให้สามารถใช้งานรถได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ขับขี่ได้สนุก และปลอดภัย
ปัจจุบันค่ายรถหลายๆ ค่าย ก็มีกิจกรรมเกี่ยวกับการอบรมขับขี่ และเท่าที่รู้มา ส่วนใหญ่จัดฟรี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายหากละทิ้งโอกาสไป เพราะรูปแบบนี้ในต่างประเทศ ลูกค้านิยมเรียนกันไม่น้อย และที่สำคัญก็คือมีค่าใช้จ่าย และไม่ใช่ถูกๆ นะครับ
การจัดอบรมของค่ายรถต่างๆ ก็ถือได้ว่าเป็นทางลัดอย่างหนึ่งที่จะรู้จักรถของตัวเองมากขึ้น เพราะทางค่ายรถเองก็จะต้องนำเสนอรายละเอียดของสินค้าเป็นธรรมดา
แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ การได้เรียนรู้วิธีการใช้รถ ขับรถที่ถูกต้อง ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ผมเองเมื่อมีโอกาส ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่พลาดกิจกรรมเหล่านี้ เพราะแม้ว่าแนวทางหลักบางทีก็เป็นแนวเดียวกัน แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไป และทุกครั้งก็มักจะได้ความรู้ ได้เคล็ดลับใหม่ๆ กลับมาเสมอ
ถึงวันนี้ผมจำไม่ได้ว่าเรียนมาแล้วกี่ครั้งทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่พูดได้ว่ามากพอควร
ล่าสุดก็เป็นการไปเรียนขับกับทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในรายการ "Mercedes-Benz Driving Events 2015" ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นกับลูกค้า และทำให้คนเขียนเรื่องเกี่ยวกับรถอย่างผมก็พลอยได้โอกาสไปด้วย
ค่ายดาวสามแฉกจัดกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 12 ซึ่งแต่ละครั้งก็มีลูกค้าให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
การจัดครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เลือกสนามแข่งรถใหม่ล่าสุด "ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต" เป็นเวทีสำหรับกิจกรรม โดยมีรถรุ่นต่างๆ เข้าร่วม 19 คัน พร้อมกับทีมครูฝึกที่สั่งตรงจากออสเตรเลีย นำทีมโดย ปีเตอร์ แฮ็คเค็ท ที่มีประสบการณ์ในการสอนขับขี่ปลอดภัยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี

นั่งให้ถูก มองให้ไกล
แม้จะรู้กันว่าคนสอน สอนมานาน และคนเรียนก็เคยเรียนมาบ้างแล้ว แต่ทุกครั้งของการเรียน ทีมครูฝึกจะต้องเริ่มที่ท่าทางการนั่งที่ถูกต้อง ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ เป็นการตอกย้ำ ใครที่ทำถูกอยู่แล้วก็ดีไป ใครที่อาจจะทำไม่ถูกต้องเจอการสอนบ่อยๆ เข้า ก็น่าจะทำถูกไปเอง
หลักการคร่าวๆของของท่านั่งก็คือ เมื่อนั่งหลังพิงเบาะแล้ว เท้าที่เหยียบเบรกจนสุด จะต้องมีความงอของเข่า ไม่ใช่เหยียดตรง เพราะหากเป็นเช่นนั้น หากรถเกิดการชน ขาผู้ขับจะไม่มีความยืดหยุ่น แรงที่ส่งมาจากแป้นเบรกจะทำให้ขาได้รับบาดเจ็บหนัก และไม่แค่นั้น เพราะมันส่งแรงต่อไปถึงกระดูกเชิงกรานอีกด้วย
ขณะที่มือเมื่อจับพวงมาลัย ก็จะต้องความงอของข้อศอกอยู่บ้าง เพราะหากตรงเกินไป เหมือนที่บางคนทำแบบแทบจะนอนขับ การขับขี่ทั่วๆ ไป อาจจะดูไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อใดที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องแก้ไขสถานการณ์ จะทำให้ควบคุมพวงมาลัยได้ยาก หรือจะพูดอีกอย่างว่าจังหวะดังกล่าว พวงมาลัยเป็นที่พึ่งของคนขับ ไม่ใช่คนขับควบคุมพวงมาลัย
รายละเอียดอย่างหนึ่งที่ทีมผู้สอนแนะนำ คือ พยายามปรับเบาะให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหากนั่งสูงเกินไป ธรรมชาติของคนมักจะมองลงต่ำ ระยะการมองไปข้างหน้าจะสั้นกว่าคนที่นั่งต่ำๆ สายตาสูงจากพวงมาลัยไม่มากนัก ซึ่งการมองได้ไกล ก็ช่วยให้เห็นและประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้ดีกว่า

3 สถานีพื้นฐาน
การอบรมครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ กำหนด 3 สถานีพื้นฐาน คือ การขับสลาลอม, การเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน และการเบรกแบบฉุกเฉิน
การขับสลาลอมจะทำให้รู้ว่ารถที่ขับอยู่นั้นมีอารมณ์เป็นอย่างไร คันไหนขับได้เร็ว คันไหนคมไม่คมอย่างไร พวงมาลัยแม่นยำอย่างไร เพราะแน่นอนว่ารถทุกคันมีบุคลิกที่ต่างกัน และมีรูปแบบการขับที่เหมาะสมแตกต่างกันไปเช่นกัน
การเปลี่ยนช่องทางกะทันหันก็เช่นกัน จะได้รู้ว่ารถที่เราขับอยู่นั้นจะมีอาการอย่างไร เมื่อต้องเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน ขณะที่อยู่ในระดับความเร็วสูง ยังอยู่ในช่องทางหรือไม่ หรือหมุน ปัด เสียหลัก ซึ่งทำให้รู้ว่าในชีวิตประจำวันควรขับอย่างไร
แต่สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคันในสนามก็ผ่านไปได้ด้วยดี แน่ละครับ มันเต็มไปด้วยตัวช่วยมากมาย กับระบบควบคุมการทรงตัวต่างๆ เช่น เมื่อจับสัญญาณได้ว่ารถเริ่มเสียหลัก ระบบก็จะเข้าควบคุมการส่งกำลังไปยังล้อต่างๆที่เหมาะสม เบรกในล้อที่เสียหลัก และลดการจ่ายน้ำมัน เป็นต้น
แต่ในส่วนของของคนขับก็จะได้เรียนรู้ถึงการควบคุมพวงมาลัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน คือ ต้องมีสติ การหักเลี้ยว ไม่ต้องหมุนพวงมาลัยมากนัก และไปแบบนุ่มๆ ไม่กระชากกระชั้น
การเบรกแบบฉุกเฉิน เน้นเบรกให้หนักๆ แบบกระทืบเบรกจนรถหยุด แต่ว่านั่นมันธรรมดาเกินไป ทีมงานจำลองสถานการณ์ว่ามีสิ่งของขวางหน้า เช่น ขับๆอยู่แล้วมีของตกจากรถคันหน้า หรือมีรถเสียหลักอยู่ด้านหน้า สิ่งที่ต้องทำคือหักหลบก่อน แล้วเบรกให้รถหยุดนิ่ง
บนถนนจริงนั้น บอกไม่ได้ว่าพื้นที่ปลอดภัยอยู่ด้านไหน ซ้ายหรือขวาที่จะต้องหักหลบไปทางนั้น เพราะฉะนั้นการเรียนครั้งนี้ ทีมงานก็เลยจำลองสถานการณ์ด้วยการให้นักเรียนทั้งหลายกดคันเร่งให้เต็มที่พุ่งเข้าหาสิ่งกีดขวางโดยไม่ถอนคันเร่ง จนหน้ารถห่างไม่เกิน 5 เมตร จากนั้นดวงไฟซึ่งมีอยู่ 2 ดวงด้านหน้าจะติดขึ้นมา 1 ดวง ถ้าดวงขวาติด ก็ให้หลบไปทางขวา ซ้ายติดก็หลบไปทางซ้าย เรียกว่าเป็นสถานการณ์กดดันที่ดีทีเดียว
ปิดท้ายด้วยการลองทั้งรถ ทั้งคน และสนาม ในรูปแบบฮอตแล็บเต็มรอบสนามช้าง รถคันไหนว่างโดดขึ้นคันนั้น ซึ่งเท่าที่เวลามี ผมน่าจะเก็บได้กว่า 10 คัน รวมแล้ว ก็กว่า 20 รอบสนาม
ทุกคันของตราดาวจัดการกับ 13 โค้งในสนามได้ดี แต่ถ้าให้ผมฟันธงว่าชอบอารมณ์ตัวไหนมากที่สุด ตอบได้ว่า ซี-คลาส ครับ