สัปดาห์ที่แล้วผมเขียนเรื่องของการใช้รถยนต์ขึ้นเขาลงเขาเอาไว้ เพราะเห็นว่าอยู่ในช่วงเวลาที่คนไทย
นิยมเดินทางออกไปพักผ่อนหย่อนเพื่อหาอากาศหนาวเย็น ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เขาสูงชันทางภาคเหนือและภาคอีสาน อีกทั้งคนที่ขับรถยนต์ส่วนตัวเดินทางไปยังสถานที่เหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับพื้นที่ราบในเมืองใหญ่เกือบทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าทักษะ, ประสบการณ์ ในการขับรถยนต์บนทางลาดชันคดเคี้ยวไปมาย่อมมีน้อย จึงอาจจะเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถยนต์ผิดวิธีขึ้นมาได้
ในยุคสมัยนี้ยังดีที่ถนนหนทางได้รับการพัฒนาขึ้นมากแล้ว จากเดิมที่ถนนยังเป็นแบบ 2 ช่องทางวิ่งสวนกันไปมาโดยไม่มีเกาะกลางถนนมากั้น ยุคก่อนการจะแซงรถที่วิ่งขวางอยู่ข้างหน้าแต่ละครั้งต้องกำหนดและคาดเดาเอาว่ารถคันที่วิ่งขวางอยู่ข้างหน้าใช้ความเร็วแค่ไหน แล้วยังต้องคาดเดาอีกด้วยว่ารถยนต์ที่วิ่งสวนมานั้นใช้ความเร็วขนาดไหน เราต้องเร่งความเร็วไปจนถึงระดับใด จึงจะแซงผ่านรถที่ขวางหน้าไปได้ก่อนที่รถซึ่งวิ่งสวนทางมาจะมาถึง
ในขณะที่ถนนในปัจจุบันกว้างขวางมากขึ้น ส่วนใหญ่มีการแบ่งช่องทางการวิ่งระหว่างรถวิ่งขึ้นล่องแยกจากกันเด็ดขาด มีทั้งใช้แท่งคอนกรีตเป็นตัวกั้นแบ่งช่องทาง และชนิดที่ใช้ร่องน้ำกลางถนนเป็นเครื่องกั้น เพื่อไม่ให้รถวิ่งขึ้นและล่องต้องมาประสานงากันโดยใช่เหตุ แต่ตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุในปัจจุบันนี้กลับมีมากกว่าในอดีตอย่างมากมาย
ทั้งนี้หากจะคิดด้วยสมการที่ไม่สลับซับซ้อนอะไร คงจะได้บทสรุปที่ว่าคนขับรถยนต์ในปัจจุบันนี้มีความประมาทมากกว่าคนขับรถยนต์ในสมัยก่อน หรืออย่างน้อยก็มีประสบการณ์ในการขับรถยนต์น้อยลงกว่ายุคก่อน จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้นทั้งที่ถนนและรถยนต์ดีมากขึ้นกว่ายุคก่อน
ผมโชคดีที่ได้ขับรถขึ้นลงภูเขาสูงชันมาตั้งแต่ครั้งยังขับรถยนต์เป็นใหม่ๆ เพราะช่วงนั้นผมไปเติบโตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ และมีโอกาสได้ขับรถขึ้นลงดอยสุเทพเกือบทุกวัน เป็นการขับรถขึ้นลงดอยแบบชนิดที่เรียกกันตามภาษาคนขับรถยนต์ว่า “ขาขึ้นต้องเร่งส่ง ขาลงต้องใช้เกียร์” เพราะรถยนต์ในยุคนั้นพละกำลังของเครื่องยนต์น้อยมาก
การขับรถขึ้นเขาสูงชันยุคนั้นจึงต้องเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควร เพราะเมื่อถึงทางขึ้นที่มีความลาดชันยาวและมีมุมไต่องศาสูงชันมาก คนขับต้องเร่งเครื่องยนต์ให้รถมีความเร็วสูงมากเท่าที่จะทำได้ โดยให้เกียร์อยู่ในจังหวะเกียร์สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน เมื่อถึงจังหวะที่เครื่องยนต์หมดกำลังที่จะไต่ต่อไปได้ จึงค่อยๆเปลี่ยนเกียร์ให้ต่ำลงทีละอัตราทดจนถึงอัตราทดสูงสุดคือเกียร์หนึ่ง แล้วจึงใช้การเร่งเครื่องยนต์ให้อยู่ในรอบเดินเบาแบบที่คนสมัยนี้เรียกกันว่า “วอล์คกิ้งสปีด” นั่นเอง
ในขณะที่การขับรถยนต์ลงจากทางลาดชันหรือลงจากภูเขา คนขับรถยนต์ในยุคเก่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ที่ใช้เบรกในระบบดรัมเบรก จะถูกสอนให้ใช้เบรกแต่น้อยโดยให้ใช้เกียร์เป็นเครื่องช่วยชะลอความเร็วให้มากที่สุด เพราะหากใช้เบรกมากเกินไปจะทำให้น้ำมันเบรกร้อน, ผ้าเบรกไหม้ และ จานเบรกไหม้ จนทำให้ระบบเบรกไม่สามารถช่วยชะลอความเร็วของรถได้
การขับรถยนต์ขึ้นและลงจากภูเขาหรือทางลาดชันเป็นระยะทางยาวๆ นอกจากจะมีอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุสูงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนขับรถที่ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่กับพื้นราบในเมืองแล้ว ยังเป็นการขับรถยนต์ที่หากไม่รู้จักวิธีการขับที่ถูกต้อง ยังเป็นการทำให้เกิดการสึกหรอต่อชิ้นส่วนในระบบเบรกและในเครื่องยนต์ สูงมากกว่าการขับบนพื้นราบปรกติหลายเท่าอีกด้วย
การสอนทางทฤษฎีเกี่ยวกับการขับรถยนต์ขึ้นและลงภูเขาหรือทางลาดชัน จึงไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่จะต้องบอกย้ำกันบ่อยๆ ว่า ใช้เกียร์ให้สัมพันธ์กับองศาของทางลาดชันและความเร็ว ที่สำคัญคือต้องใจเย็นๆ หากไม่แน่ใจให้ใช้เกียร์ต่ำและใช้ความเร็วช้าๆ และเมื่ออยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นต้องพยายามขับรถให้ชิดขอบทางด้านซ้าย และต้องเปิดทางให้รถอื่นที่ใช้ความเร็วสูงกว่าด้วย
เมื่อคิดถึงการขับรถยนต์ขึ้นลงภูเขาที่มีความสูงชัน คนขับรถและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายส่วนใหญ่ ก็จะคิดถึงกันแต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นขณะขับเท่านั้น โดยลืมไปว่ายังมีผลพวงที่ตามมาจากการขับรถขึ้นลงภูเขาอีกมากที่จะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุจากการใช้รถยนต์ ที่แม้ว่าจะลงมาถึงทางราบที่ดูว่าไม่มีอันตรายใดๆแล้วก็ตาม
เป็นที่ยอมรับกันว่าการขับรถทั้งขึ้นเขาและลงจากเขาทำให้อุปกรณ์และเครื่องยนต์สึกหรอมากกว่าปรกติ ดังนั้นหากเจ้าของรถไม่รีบนำรถไปบำรุงรักษาหรือตรวจตราดูว่ามีส่วนใดที่สึกหรอไปบ้าง ก็อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ หรือมีการลุกลามจากความเสียหายที่ซ่อนอยู่เกิดขึ้นมากมาย
ดังนั้นเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจจาการนำรถไปใช้งานในทางสูงชันขึ้นและลงจากภูเขามาแล้ว เจ้าของรถจึงควรนำรถยนต์ไปตรวจดูระบบเบรกทั้งหมด หากพบว่ามีรอยไหม้เกิดขึ้นที่ผ้าเบรกก็ควรเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ทั้งชุด และควรทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกในระบบใหม่หมดด้วย เพราะความร้อนระดับที่ทำให้ผ้าเบรกไหม้ได้ ย่อมทำให้น้ำมันเบรกลดประสิทธิภาพลงไปได้ด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกันหากพบว่ามีรอยไหม้เกิดขึ้นที่จานเบรก นอกจากต้องนำจานเบรกไปทำการเจียรส่วนที่ไหม้ทิ้งไปแล้ว ควรทำการเปลี่ยนผ้าเบรกชุดใหม่พร้อมทั้งเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกทั้งระบบด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นหากนำรถที่เกิดความสึกหรอและชำรุดจากอุปกรณ์ดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วนมาใช้งานต่อ เมื่อถึงคราวที่ต้องเบรกหรือต้องการหยุดรถกะทันหัน ก็อาจจะไม่สามารถทำได้จนทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้
หลังจากใช้รถยนต์อย่างหนักจากการขับขึ้นลงภูเขาสูงชันแล้ว จึงต้องนำรถไปตรวจสภาพหลังการใช้งานเพื่อความปลอดภัยด้วยครับ





