วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บิ๊กไบค์ ไม่ใช่จักรยานยนต์

วันนี้ตรงกับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2557 โฉมหน้าการเมืองไทยก็ยังแตกต่างไปจากเมื่อ 38 ปีที่แล้วไม่มากนัก

ยังคงวนเวียนอยู่กับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยข้อครหาว่าใช้เงินส่วนตัวและงบประมาณแผ่นดินไปแลกกับคะแนนเสียงที่ได้จากประชาชน หรือที่เรียกกันว่านักเลือกตั้งที่เป็นตัวแทนประชาชนเพราะซื้อเสียงมานั่นเอง

เมื่อได้เป็นตัวแทนประชาชนมาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แทนที่จะทำหน้าที่นิติบัญญัติตามที่มีการกำหนดหน้าที่เอาไว้ในรัฐธรรมนูญ นักการเมืองของไทยส่วนมากกลับเข้ามาทำหน้าที่รักษาประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง รวมทั้งยังเดินหน้าโกงกินและใช้งบประมาณไปในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ

วิธีการโกงกินก็พัฒนามากขึ้นจนถึงขั้นแยบยลจนยากที่จะจับผิดกันได้ บางครั้งบางอย่างก็แก้ไขระเบียบข้อบังคับและกฎหมาย เพื่อให้การนำเอาเงินงบประมาณมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนกลายเป็นเรื่องถูก หรือมีการนำเอาโครงการที่ผ่านการวางแผนจากฝ่ายบริหาร ซึ่งก็คือนักการเมืองที่เลือกตัวแทนของพวกเดียวกันเข้าไปทำหน้าที่บริหารออกมาบอกกับพี่น้องและพรรคพวกที่เป็นฝ่ายเดียวกันให้เตรียมตัวหาประโยชน์จากโครงการดังกล่าว ก่อนที่จะมีการประกาศออกมาให้สาธารณชนรับรู้ หรือที่เรียกกันว่าเป็นการฉ้อฉลเชิงนโยบายนั่นเอง

แล้วจึงเอาเศษเงินจากการฉ้อฉลโกงกินนั้น มาแจกให้ประชาชนได้รับในรูปแบบต่างๆ เพื่อหวังคะแนนเสียงที่จะได้รับจากการเลือกตั้งครั้งต่อไป เมื่อการฉ้อฉลโกงกินทำกันอย่างเปิดเผยไม่กลัวเกรงใคร เพราะถือว่าสามารถควบคุมเสียงจากทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้แล้วก็กำเริบโกงกินกันคำใหญ่มากขึ้น จนถึงขั้นที่ฝ่ายทหารต้องออกมาทำการยึดอำนาจด้วยรูปแบบที่ไม่ต่างไปจากเมื่อ 50 ที่แล้ว นี่คือวังวนการเมืองของไทยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประเทศไทยจึงเป็นประเทศเดียวในโลกที่ประชาชนในเมืองใหญ่ ซึ่งโดยเฉลี่ยมีการศึกษาและมีฐานะทางการเงินดี มักจะออกมาดีใจกับการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารเกือบทุกครั้ง

ในขณะที่เหตุการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เหตุการณ์ทางการค้าและเศรษฐกิจกลับมีการเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว เพราะย้อนหลังไปเพียงแค่ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา สถิติการจำหน่ายรถยนต์ทุกประเภทรวมกันในแต่ละปีของประเทศไทยมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 6-7 แสนคันเท่านั้น ในขณะที่ตัวเลขการจำหน่ายรถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

เมื่อกฎหมายกำหนดให้มีการควบคุมมลพิษจากไอเสียของเครื่องยนต์เข้มงวดขึ้น รถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 2 จังหวะเป็นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด จึงต้องเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะเพื่อให้สามารถจำหน่ายได้ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย

การแข่งขันกันระหว่างผู้จำหน่ายจักรยานยนต์รายหลัก ซึ่งขณะนั้นมีเพียงแค่ 4 รายจึงเข้มข้นดุเดือดมากขึ้น จนแทบจะเหลือรายหลักที่สามารถทำตัวเลขการจำหน่ายได้มากกว่าร้อยละ 75 ของตลาดรวมอยู่เพียงแค่รายเดียว และทำท่าว่าจะกลายเป็นการผูกขาดทางการค้ารถจักรยานยนต์ในประเทศไทยไป

แต่เมื่อมีการนำเอารถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่หรือที่เรียกกันว่าบิ๊กไบค์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ผู้เล่นหรือผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหม่ๆ เริ่มเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดส่วนนี้มากขึ้น รวมถึงผู้ผลิตและจำหน่ายยี่ห้อที่เคยเพลี่ยงพล้ำในรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก หรือในตลาดหลักก็เริ่มปักหลักต่อสู้เพื่อชิงส่วนแบ่งรถบิ๊กไบค์อย่างจริงจัง

และจะบอกว่าเป็นที่น่าแปลกใจก็คงได้สำหรับคนที่มองตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์จากภายนอก ที่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ยี่ห้อใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามาในตลาดประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่คือรถจักรยานยนต์ยี่ห้อจากยุโรปกลับทำตัวเลขการจำหน่ายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บางยี่ห้อนอกจากจะกล้าลงทุนเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยแล้ว ยังสามารถทำตัวเลขการจำหน่ายแซงหน้ายี่ห้อหลักๆ ที่เคยอยู่ในประเทศไทยมานานปีแล้วได้อีกด้วย

แต่ผมซึ่งเฝ้าดูวิธีการทางการตลาดของผู้จำหน่ายทุกรายกลับไม่แปลกใจแม้แต่น้อย เพราะในขณะที่ผู้จำหน่ายหลายรายยังคิดว่ารถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์ คือสินค้าแบบเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์ปรกติ จึงยังใช้วิธีการสื่อสารและช่องทางแบบเดียวกันกับที่เคยใช้กับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กๆที่ครองตลาดทั่วไป

ทั้งที่หากมองจากกลุ่มผู้บริโภคแล้วจะพบว่า มีพฤติกรรมการบริโภคและวิถีชีวิตแตกต่างกันมาก อย่างน้อยกลุ่มผู้บริโภครถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์ ก็เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะทางการเงินสูงกว่า มีวิถีชีวิตหรือกิจกรรมในชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่เป็นคนเมืองสมัยใหม่มากกว่า และที่สำคัญคือส่วนมากเป็นผู้บริโภคที่มีรถยนต์ใช้งานเป็นประจำสำหรับครอบครัวมากกว่า 1 คันอยู่แล้ว การใช้รถบิ๊กไบค์จึงเป็นการเพื่อสันทนาการมากกว่าใช้เป็นพาหนะหลักในชีวิตประจำวันทุกวัน

วิธีการนำเสนอเข้าสู่ตลาดเพื่อให้ถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ช่องทางการนำเสนอ, และสื่อที่ควรเลือกใช้ รวมถึงกิจกรรมทางการตลาดเพื่อส่งเสริมการขาย จึงต้องเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยใช้กับรถจักรยานยนต์เดิมๆ

เพราะแม้ว่ารถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่จะเป็นสินค้าที่ถูกเรียกว่ามอเตอร์ไซค์หรือจักรยานยนต์ตามภาษากฎหมายเหมือนกัน แต่ในทางการตลาดและการสื่อสารการตลาดแล้ว ผมถือว่าเป็นสินค้าคนละตัวที่มีกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันมากทีเดียวครับ