เรามักจะพูดกันเรื่อยว่าการได้มาซึ่งใบขับขี่รถยนต์ในประเทศไทยนั้นง่ายดายมาก ในอดีตความง่ายเกิดขึ้นจากการที่สามารถซื้อหาใบขับขี่ได้
โดยที่ไม่ต้องไปทำการทดสอบความรู้ความสามารถในการขับรถ ต่างจากปัจจุบันนี้ที่ความง่ายเกิดขึ้นจาก ขั้นตอนการตรวจสอบความรู้ในการขับขี่รถยนต์ของเรายังย่อหย่อนเกินไป จนทำให้แม้แต่เด็กอายุเพียงแค่ 18 ปีก็สามารถมีใบขับขี่รถยนต์ได้แล้ว
และทันทีที่ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์เพียงแค่วันแรก บุคคลผู้นั้นก็จะมีสิทธิเท่าเทียมกันกับผู้ที่ถือใบอนุญาตขับขี่ทุกคนในประเทศไทย สามารถขับรถยนต์คันไหนๆ ก็ได้ตามประเภทที่ระบุเอาไว้ในใบอนุญาตนั้นๆ จึงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายครั้งโดยที่ตรวจพบภายหลังว่า เป็นเพราะผู้ขับขี่ขาดประสบการณ์หรือขับรถผิดลักษณะวิธีที่ถูกต้องสำหรับเส้นทางนั้นๆ เช่น รถที่เกิดอุบัติเหตุบนเส้นทางที่เป็นภูเขาคดโค้งวกวน แต่ผู้ขับขี่กลับใช้เบรกอย่างขาดความรู้ จึงทำให้เกิดอาการที่เรียกกันว่าเบรกแตกเป็นต้น
คนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมเกือบทั้งหมด เริ่มต้นขับขี่ด้วยรถที่ใช้เกียร์ธรรมดาเป็นส่วนใหญ่หรือทุกคนก็ว่าได้ ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับการขับรถเกียร์ธรรมดาก็คือ เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปติดตามทางขึ้นที่มีความลาดชันสูงเช่นคอสะพานต่างๆ และจะต้องเคลื่อนรถไปข้างหน้าจะกังวลมากเพราะหากปล่อยคลัทช์เร็วไปรถก็จะกระโจนไปชนท้ายคันหน้าหรือเครื่องยนต์ดับ หากปล่อยคลัทช์ช้าไปแบบที่เรียกกันว่าเลียคลัทช์ รถก็จะไหลถอยหลังไปชนกับคันที่ต่อท้ายอยู่ มือใหม่หัดขับในยุคผมจึงมักจะมีอาการเหงื่อออกมือออกเท้าทุกครั้งที่ต้องขับรถไปติดตามคอสะพานหรือบนทางลาดชัน และสถิติการเกิดอุบัติเหตุในลักษณะดังกล่าวก็เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก
ในขณะที่สมัยนี้ปัญหาดังกล่าวหมดสิ้นลงไป เพราะนอกจากรถยนต์สมัยนี้เกือบทั้งหมดเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติแล้ว หลายยี่ห้อหลายรุ่นยังมีระบบป้องกันการไหลขณะออกตัวอีกด้วย และยังมีระบบช่วยชะลอความเร็วขณะลงทางลาดชันอีกด้วย
ในขณะที่ปัญหาของคนขับรถยนต์ในยุคต่อมาคือ เรื่องการถอยเข้าจอดในที่แคบหรือมีพื้นที่จำกัด ซึ่งปัญหาดังกล่าวคนยุคผมจะถูกสอนให้ถอยหลังรถจนชำนาญ และในหลักสูตรการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับขี่ ผู้ขับรถยนต์ต้องผ่านการถอยหลังเข้าจอด โดยล้อทั้ง 4 ต้องขนานกับขอบทางเดินเท้า และมีระยะห่างระหว่างขอบทางเดินเท้ากับขอบทางไม่เกิน 30 ซม.ด้วย
แต่ปัญหาดังกล่าวไม่เกิดขึ้นกับคนขับรถยุคปัจจุบัน เพราะรถยนต์ทุกคันจะได้รับการติดตั้งระบบการเตือนขณะจอด เช่น มีเสียงเตือนเมื่อถอยหลังจนกันชนชิดกับสิ่งกีดขวางจนอาจจะเกิดอันตราย และรถยนต์อีกจำนวนมากที่มีใช้กล้องถ่ายทอดพื้นที่ด้านท้ายรถมาแสดงไว้ที่จอด้านหน้าคนขับ เพื่อคนขับจะได้มองเห็นสิ่งกีดขวางด้านท้ายได้ชัดเจน และกล้องสมัยใหม่ๆ ยังมีขีดบอกระยะห่างเอาไว้ให้ด้วย หรือบางรุ่นยังสามารถถ่ายให้เห็นมุมสูงให้เห็นได้รอบตัวรถทั้งคันทุกด้านด้วย
ผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายคงต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ปัญหาความเสียหายจากการชนหรือการกระทบของตัวถังรถ หรือความกังวลของผู้ขับรถมักจะเกิดขึ้นทุกครั้ง เมื่อต้องขับรถเข้าจอดในพื้นที่จำกัดหรือที่แคบ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะประดิษฐ์อุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดติดตั้งเข้าไปในรถ เพื่อให้การขับขี่รถในลักษณะดังกล่าวมานั้นทำได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น ทำแม้กระทั่งขนาดที่ว่าผู้ขับขี่ไม่ต้องขับรถเข้าจอดด้วยตนเองก็ยังได้ เพียงแต่ใช้โปรแกรมอัตโนมัติที่ทำขึ้นมา เพื่อให้รถสามารถเคลื่อนที่เข้าไปจอดยังพื้นที่จำกัดได้ด้วยตัวเองด้วยซ้ำไป
และจากการที่รถยนต์ในปัจจุบันนี้เกือบทุกคัน มีจอแสดงภาพติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้งเพื่อความบันเทิงขณะขับขี่ และ / หรือ เพื่อการแสดงผลจากระบบอัตโนมัติอื่นๆ รวมไปถึงแสดงภาพพื้นที่ด้านท้ายรถขณะเข้าจอด ผมจึงเชื่อว่าในอนาคตอีกไม่นานผู้ผลิตรถยนต์คงจะต้องหาประโยชน์จากจอดังกล่าวเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างเช่นทุกวันนี้จุดบอดในขณะขับรถยังมีอยู่หลายจุดนอกจากในขณะที่ขับเพื่อทำการถอยเข้าจอดแล้ว แม้การเปลี่ยนช่องทางเดินรถบนทางหลวงขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาหลายครั้งจากจุดบอดดังกล่าวเพราะผู้ขับรถไม่สามารถมองเห็นรถที่ตามมาด้านหลัง แม้ว่าจะได้มีการติดตั้งกระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวามาช่วยลดจุดบอดจากกระจกมองหลังซึ่งเดิมมีอยู่เพียงบานเดียวแล้วก็ตาม หรือแม้กระทั่งคิดให้กระจกมองข้างมีเลนส์ขยายเพื่อให้สามารถมองได้ในมุมที่กว้างขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดจุดบอดขณะขับรถให้หมดไปได้ จึงเป็นไปได้ที่รถยนต์ในอนาคตจะได้รับการติดตั้งกล้องมองภาพมากขึ้นจนสามารถมองเห็นทุกมุมรอบตัวรถและส่งภาพเหล่านั้นให้มาปรากฏแก่สายตาของผู้ขับที่จอรับภาพ ซึ่งอาจจะมีการติดตั้งในตำแหน่งอื่นที่มองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นขณะขับรถ หรืออาจจะเป็นการติดตั้งเพิ่มเพื่อให้มาทำงานช่วยกระจกมองหลังและกระจกมองข้างก็ได้ครับ





