ช่วงต้นปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์มีทิศทางที่ถดถอยลงในทุกภาคส่วน ทั้งภาคการผลิต ภาคการขายรถยนต์ และจักรยานยนต์
จะมีที่อยู่ในเกณฑ์ดีอยู่บ้างคือส่งออก ที่ติดลบเพียงเล็กน้อยประมาณ 1% และก็เป็นความหวังของทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์เองที่ต้องการเห็นการส่งออกขยายตัว เพื่อชดเชยตลาดในประเทศที่ถดถอยลง
โดยช่วงต้นปียอดขายรถยนต์ในประเทศลดลงกว่า 45% ดังนั้นหากไม่ต้องการให้ภาคการผลิต รวมไปถึงกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีการลงทุนเพิ่มไปก่อนหน้านี้ ในยุคยอดจองล้นความสามารถในการผลิต
หลายค่ายหันมาปรับสัดส่วนการทำตลาดในประเทศกับส่งออกใหม่ เป็น 50/50 จากก่อนหน้านี้เน้นขายในประเทศมากกว่า
การส่งออกรถยนต์อาจจะดูมีความหวังมากกว่า เนื่องจากตลาดเป้าหมายหลายๆ แห่ง มีภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดใหญ่อย่างอาเซียน หลายประเทศก็ยังมีกำลังซื้อที่ดี
แต่ในส่วนของรถจักรยานยนต์ ดูเหมือนว่าการส่งออกมีทิศทางที่ถดถอยเช่นกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดเป้าหมาย หันมาผลิตรถเองมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ผลิตในไทย มีการปรับตัว ด้วยการหันไปส่งออกรถในกลุ่มที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า นั่นคือบิ๊กไบค์ ทำให้จำนวนคันในการส่งออกลดลง แต่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
ตลาดรถจักรยานยนต์ ถือว่ามีบทบาทที่สำคัญในเมืองไทย เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากความนิยมใช้งานของลูกค้ามีอยู่ทั่วประเทศ และที่ผ่านมาสามารถยกระดับตลาดขึ้นไปได้ถึงระดับประมาณ 2.2 ล้านคัน
อย่างไรก็ตามผู้บริหารอย่าง ประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ตลาดจักรยานยนต์เมืองไทย จะไม่ใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว และจากนี้ไปเต็มที่คือระดับ 2 ล้านคัน โดยบวกลบไม่มาก เนื่องจากเห็นว่าเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว
และปี 2556 ที่ผ่านมาตลาดปรับตัวลงจากระดับกว่า 2 ล้านคัน เหลือ 1.96 ล้านคัน ส่วนปีนี้ล่าสุด โนบุฮิเดะ นางาตะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งกว่า 75% บอกว่ายอดขายโดยรวมน่าจะลดลงประมาณ 6% เหลือ 1.85 ล้านคัน เนื่องจากมีปัจจัยลบหลายอย่าง
แม้จะไม่ชี้ชัดว่าปัจจัยลบตัวใดมีผลมากกว่ากัน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ภัยแล้ง พืชผลการเกษตรราคาไม่ดี หรือว่าเกษตรกรชาวนา ซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ดของรัฐบาล และข้าวที่ปลูกในฤดูกาลใหม่ ก็มีราคาตกต่ำลงไปอย่างมาก เนื่องจากโครงสร้างตลาดเสียหายจากโครงการจำนำข้าว ทั้งโครงสร้างในประเทศ และในตลาดโลก
ผู้บริหารไม่ได้พูดถึงปัจจัยไหนเป็นพิเศษ แต่บอกว่าเรื่องของการเมือง คงไม่ได้กังวลมากนัก เพราะหากคนมีกำลังซื้อ ก็คงจะซื้อต่อไป
ดังนั้นปัญหาอยู่ที่ว่ากำลังซื้อมีหรือเปล่าเท่านั้น
แม้ทางผู้บริหารจะยืนยันว่าท้ายที่สุดเกษตรกรก็คงจะมีเงินมาจับจ่าย รวมถึงเงินจากโครงการจำนำข้าว เพียงแต่ว่ายังไม่ได้ในวันนี้ แต่อนาคตจะต้องได้แน่นอน จึงน่าจะช่วยให้ทิศทางการตลาดดีขึ้นหลังจากช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาหดตัวไป 20%
แต่ข้อมูลจากสุชาติ อรุณแสงโรจน์ กรรมการบริหาร และผู้จัดการทั่วไปส่วนงานขาย เอ.พี.ฮอนด้า น่าสนใจ นั่นคือพบว่าช่วงนี้โครงสร้างตลาดรถจักรยานยนต์เปลี่ยนแปลงไป
รถกลุ่มครอบครัว หรือ โมเป็ด ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากเดิม
รถครอบครัวเป็นรถที่มีระดับราคาต่ำที่สุดในตลาด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงนี้มองได้ 2 ประเด็น แง่ลบก็คือ กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงจริงๆ รวมถึงกลุ่มรากหญ้าที่ต้องหันไปซื้อรถกลุ่มราคาถูกเพิ่มมากขึ้น
หรือหากจะมองในแง่ดีก็คือ รถจักรยานยนต์ยังคงเป็นสินค้าจำเป็น ที่ผู้บริโภคจะต้องซื้อมาใช้งาน แม้จะต้องลดระดับลงไป จากเอที หรือจากสปอร์ต ไปอยู่ที่รถครอบครัวก็ตาม
ทิศทาง และอนาคตของตลาดรถจักรยานยนต์จากนี้ไป ก็ขึ้นอยู่กับว่านักการตลาดจะเลือกมองในมุมใด





