นับตั้งแต่ไทยเกิดวิกฤติการเมืองที่ส่อเค้าความตึงเครียดตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ก่อนจะลากยาวมาถึงขณะนี้ บวกกับเกิดปัจจัยลบอีกหลายๆอย่าง
ในเวลาเดียวกัน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สินค้าการเกษตรตกต่ำ และปัญหาที่เกิดขึ้นภายในเองจากหลายๆ โครงการภาครัฐที่บิดเบือนโครงสร้างหลัก ทำให้เกิดผลกระทบตามมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการจำนำข้าว ที่เงินจำนวนมากยังไม่ถึงมือชาวนา ทำให้กำลังซื้อหายไป โครงการรถคันแรก ที่ขณะนี้ตกเป็นจำเลยให้กับภาคธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปโภคบริโภค อสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากเห็นว่ากำลังซื้อของลูกค้าถูกดึงไปใช้กับการซื้อรถ ไม่เหลือสำหรับจับจ่ายด้านอื่น
และที่ร้ายกว่านั้นก็คือ เกิดปัญหาการผ่อนชำระ ยิ่งทำให้กำลังซื้อหายไป และล่าสุดผู้บริโภคออกมาร้องเรียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ว่า สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ซื้อรถคันแรกที่ต้องการใช้เงินซื้อสินค้าอื่นๆ เนื่องจากไม่มั่นใจในการผ่อนชำระในอนาคต
ปัจจัยลบที่เกิดขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมรถยนต์ถดถอยอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิตที่ลดลง ยอดขายช่วง 2 เดือนแรกของปี ติดลบถึง 45% โดยนักการตลาดในวงการยานยนต์ก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า เกิดจากปัจจัยตัวใด ทำให้ไม่สามารถวางแผนรับมือได้ถนัดนัก
"ปัจจัยลบเกิดขึ้นหลายอย่างพร้อมๆกัน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า ตัวไหนมันรุนแรงกว่ากัน หรือว่าพอๆกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ก็ยิ่งดึงกันมากขึ้น"
ตลาดที่หดตัวลงอย่างมาก ทำให้แนวทางการทำตลาดของค่ายรถเปลี่ยนแปลงไป จากที่ช่วงปลายปี 2556 ซึ่งส่วนใหญ่สามารถบริหารจัดการกับสต็อกที่ล้นมาจากโครงการรถคันแรกได้หมดแล้ว ทำให้คาดการณ์กันว่าภาพการแข่งขันในปีนี้จะไม่ดุเดือดเหมือนปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะด้านแคมเปญส่งเสริมการขายที่ทุกค่ายรู้ดีว่า ยิ่งจัดนาน และรุนแรง ก็ยิ่งเจ็บตัว
"แคมเปญยิ่งจัดมาก ก็ใช้ต้นทุนมาก ปีที่แล้วจัดเพราะระบายสต็อก แต่ปีนี้คงไม่เป็นเช่นนั้น จะมีบ้างคือ รถที่ตลาดไม่เดิน หรือว่ารถที่มีอายุมากแล้ว" นักการตลาดเคยกล่าวเอาไว้เช่นนั้น
แต่เมื่อสถานการณ์ต้นปี ไม่เป็นไปตามคาดหมาย ทำให้ช่วงไตรมาสแรก ผู้บริโภคได้เห็นทิศทางแคมเปญที่ไม่ต่างไปจากช่วงสต็อกล้นแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นฟรีดาวน์ ฟรีดอกเบี้ย ผ่อนนาน 84 เดือน บวกกับของแถมอีกหลายอย่าง ไม่เว้นแม้แต่รถรุ่นใหม่ๆที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน
ในขณะที่ตลาดภายในกำลังวุ่นวาย รอบนอกก็มีเรื่องวุ่นไม่แพ้กัน เมื่อมีข่าวมาเป็นระลอกว่า อุตสาหกรรมที่กำลังถดถอย เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ และไม่มีรัฐบาลบริหารงาน ทำให้นโยบายต่างๆ หยุดชะงักลงไป เป็นเหตุให้นักลงทุนลังเลกับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรายใหม่ หรือรายเก่าที่ลงทุนอยู่แล้ว อาจจะตัดสินใจย้ายฐานไปยังประเทศอื่นแทน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เกี่ยวข้องทั้งไทย และญี่ปุ่น ต่างยืนยันว่าไม่เป็นเช่นนั้น โดยผู้บริหารในสถาบันยานยนต์ยืนยันการย้ายฐานไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากมีการวางรากฐานในไทยไว้มาก และไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง ทั้งตัวอุตสาหกรรมโดยตรง หรืออุตสาหกรรมสนับสนุนก็ตาม และยังบอกอีกว่าข่าวการย้ายฐานเป็นเรื่องธรรมดา และมักจะออกมาจากประเทศที่เป็นคู่แข่งที่ต้องการดึงการลงทุน ทั้งอินโดนีเซีย หรือว่า มาเลเซีย
ด้านผู้บริหารสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น หรือว่า จามา ก็ยืนยันว่า นักลงทุนที่อยู่ในไทยแล้วคงไม่หนีไปไหน แต่ยอมรับว่า นักลงทุนรายใหม่ เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนอาจจะขอดูท่าทีสถานการณ์ก่อน แต่เป็นเพียงแค่การชะลอการตัดสินใจเท่านั้น
ทั้งนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอาเซียนมาก เนื่องจากมีทิศทางการเติบโตที่ดี และมีความพร้อมหลายๆด้าน รวมถึงต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าญี่ปุ่นแต่ได้คุณภาพดี ดังนั้นจึงวางให้อาเซียนเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ ทั้งการเจาะตลาดประชากร 600 ล้านคนในภูมิภาค และการเป็นฐานส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น
ผู้บริหารจามาบอกว่าในระยะที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการผลิตในอาเซียนอย่างมาก โดยปี 2541 ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนได้รับพิษต้มยำกุ้ง สมาชิกของจามาที่ลงทุนในอาเซียน มีการผลิตรถรวม 4.05 แสนคัน เท่านั้น แต่ตัวเลขล่าสุดในปี 2555 อาเซียนผลิตรถ 3.74 ล้านคัน
และหากเทียบย้อนหลังไปปีเดียวคือ 2554 จะพบว่า ปี 2555 มีการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 50%
และในจำนวนการผลิต 3.74 ล้านคัน พบว่าเป็นการผลิตจากไทย 2.4 ล้านคัน
ขณะที่การส่งออกจากภูมิภาคในปีดังกล่าว มี 1.02 ล้านคัน ขณะที่ในปีเดียวกัน ไทยส่งออกรถยนต์รวมกับรถนอกกลุ่มจามา 1 ล้านคัน
"ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับไทยมาก เราลงทุนไว้มาก และจะมีการลงทุนใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และจากการพูดคุยกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น หรือ เจโทร ก็ยืนยันว่าจะไม่มีการย้ายจากไทยไปไหน"
อย่างไรก็ตาม มีเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในโลกยานยนต์ เช่น ออสเตรเลีย ซึ่งเคยเป็นฐานผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่จากทั้งญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป โดยทางญี่ปุ่นเคยกล่าวไว้ช่วงการลงทุนว่า การลงทุนที่ไหนจะไม่มีการถอนตัวอย่างแน่นอน แต่ต้นปีที่ผ่านมา โตโยต้า ออกมาประกาศว่าจะถอนตัวจากออสเตรเลีย
"ดังนั้นก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าระยะยาว จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ว่าช่วงนี้เวลานี้ ยืนยันว่าไทยยังเป็นฐานที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นอย่างแน่นอน"





