วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อีโคคาร์'โอกาสตลาดเกิดใหม่

สิ้นสุดไปแล้วสำหรับระยะเวลาในการยื่นขอรับการส่งเสริมการผลิตรถยนต์

ใน "โครงการรถเล็กประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล" หรือที่เรียกันสั้นๆ ว่า "อีโค คาร์" รุ่น 2 เมื่อ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่ามีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมเกินความคาดหมาย คือ 10 ราย ประกอบไปด้วยรายเดิมที่เข้าร่วมในรุ่นแรกอยู่แล้ว คือ นิสสัน ฮอนด้า มิตซูบิชิ ซูซูกิ และโตโยต้า กับ 5 ค่ายใหม่คือ จีเอ็ม ฟอร์ด มาสด้า เอ็มจี และ โฟล์คสวาเก้น

รายหลังสุดถือว่าสร้างความแปลกใจพอควร ส่วนเอ็มจี รถสัญชาติอังกฤษ ภายใต้การดูแลของยักษ์ใหญ่ของจีน อย่าง เซียงไฮ้ ออโตโมบิล อินดัสตรี คอร์ปอเรชั่น นั้น ผู้บริหารบอกอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรกๆที่มีข่าวว่าจะเข้ามาทำตลาดรถยนต์ในเมืองไทย ว่าสนใจที่จะเข้าร่วมอีโค คาร์ เพราะเห็นถึงศักยภาพของตลาด และทิศทางของรถขนาดเล็กที่จะขยายตัวมากขึ้นในอนาคต โดยรถที่เอ็มจีมีความคิดว่าจะนำเข้าร่วมโครงการนี้ เอ็มจี 3

ขณะที่โฟล์คสวาเก้น ก็ไม่ได้เป็นชื่อใหม่สำหรับอีโค คาร์ แต่ที่น่าแปลกใจ เพราะว่าเมื่อเร็วๆนี้ หลังจากมีข่าวว่า รัฐบาลไทย พยายามดึงการลงทุนของค่ายรถรายใหญ่จากยุโรปค่ายนี้เข้ามาในไทย แต่เพียงชั่วข้ามคืน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย ประเทศที่พยายามแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์กับไทย ก็ออกมาแถลงว่า โฟล์คสวาเก้นตัดสินใจเข้าลงทุนผลิตรถเล็ก ซึ่งมีชื่อโครงการว่า "โกลลอล กรีน คาร์"

ซึ่งใครที่ติดตามข่าวสาร ก็จะทราบว่าโครงการนี้มีรายละเอียดที่ใกล้เคียงกับโครงการอีโค คาร์ ของไทยอย่างมาก เป็นการบ่งบอกชัดเจนว่า อินโดนีเซียเองก็ต้องการแบ่งการลงทุนไปจากไทยเช่นกัน

แต่ว่าเมื่อโฟล์คสวาเก้นตัดสินใจยื่นขอรับการส่งเสริมในไทยด้วย และหากมีการลงทุนจริง ก็เป็นการบ่งบอกได้ว่า ไทย เป็นตลาด หรือเป็นฐานการผลิตที่ไม่สามารถจะมองข้าม แล้วเดินผ่านไปเฉยๆได้ การลงทุนแบบคู่ขนาดจึงเกิดขึ้น

สำหรับโฟล์คสวาเก้น จริงๆแล้วมีชื่อพัวพันกับโครงการอีโค คาร์มาตั้งแต่รุ่นแรก แต่ว่าเงื่อนไขบางประการไม่ลงตัว จึงไม่ได้ลงทุนแต่อย่างใด

อีโค คาร์ รุ่น 2 มีประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย บอกว่า 10 รายที่ต้องการเข้าร่วม ที่มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 1.38 แสนล้านบาท การผลิตรวมกัน 1.58 ล้านคัน

คำถามก็คือจำนวนการผลิตมหาศาล โดยยังไม่รวมรถประเภทอื่นๆ จะมีตลาดรองรับหรือ ซึ่งประเด็นนี้ การแถลงข่าวของ เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) หรือ จีเอ็ม อาจจะเป็นแนวทางคำตอบได้ นั่นคือ การกำหนดให้รถในโครงการนี้เป็นสินค้าหลักในการขับเคลื่อนแผนธุรกิจระยะกลาง และระยะยาว โดยมีแหล่งข่าวภายในเสริมอีกว่า จีเอ็มต้องการผลักดันให้เป็น โกลบอล โปรเจค

ส่วนค่ายอื่นๆ หากมีการผลิตจริง ก็คงจะต้องมีการประเมินตลาดล่วงหน้า ไม่เฉพาะในไทย แต่รวมถึงการส่งออก

และตลาดโลกตอบรับรถกลุ่มนี้จริงหรือไม่ คงยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจน แต่ก็เชื่อว่าแต่ละค่ายคงมีการศึกษาวิจัยกันมาแล้ว

ขณะเดียวกัน คอลิน คิงฮอร์น ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาทางธุกิจ บริษัท Ipsos Business Consulting ประจำประเทศไทย อินโดนีเซีย และ อินโดไชน่า ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยการตลาด ระบุว่า ผลการศึกษา พบว่าความต้องการรถยนต์อีโคคาร์ในตลาดประเทศที่พัฒนาแล้วเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม เนื่องจากมีเทคโนโลยีอันทันสมัย และการขยายตัวของประชากรสูงวัยมากขึ้น

ขณะเดียกวันรถยนต์กลุ่มนี้ก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างมากในตลาดเกิดใหม่ จากการที่ผู้ผลิตเร่งพัฒนาเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ และการสนับสนุนของภาครัฐในประเทศต่างๆ มีการให้สิทธิประโยชน์จำนวนมาก เช่น ในประเทศจีน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

"ตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ อยู่ที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากตลาดนี้มีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ยอดขาย 2 ใน 3 ของรถยนต์ที่ผลิตทั่วโลกจะอยู่ที่ตลาดเกิดใหม่"

คิงฮอร์นกล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์กำลังมุ่งพัฒนารถยนต์ราคาประหยัดสำหรับตลาดเกิดใหม่ โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และการใช้ชิ้นส่วนร่วมกัน lj;oการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจนั้นยังไม่เพียงพอเนื่องจากนโยบายและกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ยังคงไม่เข้าที่เข้าทาง ผู้ประกอบการจะต้องจับมือกับภาครัฐ เพื่อกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมของภูมิภาคนี้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ภาพทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อค่ายรถที่ขอรับการส่งเสริมจะเดินหน้าลงทุนทั้งหมด เนื่องจากยังไม่มีอะไรยืนยันได้ เพราะกฎเกณฑ์เปิดให้ขอรับการส่งเสริม แต่ไม่มีบทลงโทษ หากว่าค่ายรถจะเปลี่ยนใจในภายหลัง