มาสด้าชูแผนกระจายความเสี่ยง ยึด4ฐานผลิตหลักโลก ระบุไทยยุทธศาสตร์สำคัญในอาเซียน
เชื่อศักยภาพตลาด-อุตสาหกรรมแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การเมืองวุ่น ระบุอีโค คาร์ รุ่น 2 ยังไม่มีข้อสรุป
มาสด้า เข้ามาลงทุนในเปิดสายการผลิตในเมืองไทย ด้วยการร่วมทุนกับฟอร์ด และทุนท้องถิ่นอีกส่วนหนึ่ง สร้างโรงงาน ออโต้ อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือ เอเอที ซึ่งเริ่มเดินเครื่องในปี 2540
ปัจจุบัน เอเอที เหลือทุน 2 กลุ่ม คือ มาสด้า และฟอร์ด และแบ่งสายการผลิตเท่าๆ กัน โดยในส่วนของมาสด้า มีกิจกรรมการผลิต คือ มาสด้า 2 มาสด้า 3 และปิกอัพ บีที-50 มีกำลังการผลิตรวม 1.2 แสนคัน/ปี รองรับตลาดทั้งในประเทศและส่งออก
ล่าสุดมาสด้า เปิดสายการผลิตรุ่นใหม่ คือ มาสด้า 3 โฉมใหม่ อย่างเป็นทางการเมื่อ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา มีเป้าหมาย 1.3 หมื่นคัน ในปีนี้ โดยทั้งหมด รองรับตลาดภายในประเทศ
ซึ่งงานเปิดสายการผลิต มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะบรรดาผู้บริหารระดับสูงเดินทางมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง รวมถึง มาซามิชิ โคไก ประธานบริษัท
โคไก บอกว่า มาสด้านั้นให้ความสำคัญกับฐานการผลิตในไทยอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคอาเซียน ที่มีความแข็งแกร่ง และความพร้อมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนประกอบ การคมนาคม โลจิสติกส์ รวมไปถึงตลาดที่มีศักยภาพที่ดี
แม้ว่าหากมองสถานการณ์ในช่วงเวลานี้ จะพบว่ามีปัจจัยลบเกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจที่ชะลอตัวตั้งแต่ช่วงครึ่งปี ส่งผลให้ตลาดหดตัวลงจนถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม มาสด้า เชื่อว่านั่นจะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นๆ เท่านั้น แต่หลักการทำธุรกิจของมาสด้า กำหนดแผนการระยะกลาง และยาว ซึ่งบริษัทก็ประเมินว่าพื้นฐานที่แข็งแกร่งของไทยจะทำเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
ส่วนปัญหาการเมือง โคไก ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเข้ามานั่งทำงานในไทย 2 ปี ที่โรงงานเอเอที ก็ยอมรับว่ารู้สึกกังวลไม่น้อย เมื่อเคยเห็นประเทศที่สงบ เกิดความวุ่นวายขึ้นในขณะนี้ แต่ก็หวังว่าทุกฝ่ายจะสามารถร่วมมือกันเพื่อลบปัญหานี้ออกไป
4 ฐานผลิตโลกรับมือความเสี่ยง
ทั้งนี้ปัจจุบัน มาสด้ามีกิจกรรมการผลิตในอาเซียน 3 ประเทศ แต่ฐานหลักคือ ไทย ที่ขณะนี้ผลิต 1.2 แสนคัน ขณะที่อีก 2 แห่ง คือ เวียดนามกับมาเลเซีย ผลิตรวมกันแค่ 3 หมื่นคันเท่านั้น
และที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การลงทุนสร้างโรงงานผลิตเกียร์เทคโนโลยี ใหม่ สกายแอคทีฟ เป็นแห่งที่ 2 คู่ขนานไปกับโรงงานในญี่ปุ่น ซึ่งพร้อมจะเปิดสายการผลิตในปีหน้า โดยส่วนหนึ่งจะส่งออกไปยังโรงงานต่างๆของมาสด้าทั่วโลก จะมีส่วนในการผลักดันการขยายฐานในไทย
โคไก กล่าวว่า ปัจจุบัน มาสด้ายกให้ฐานการผลิตทั่วโลก 4 แห่ง เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ คือ ญี่ปุ่น ซึ่งมีการผลิต 8-9 แสนคัน/ปี จีน ไทย และโรงงานล่าสุดคือ เม็กซิโก
โดยแนวทางการดำเนินการจะพยายามให้ความสำคัญกับแต่ละโรงงานเท่าๆ กัน โดยการยึด 4 ฐานการผลิตหลัก เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการทำธุรกิจในตลาดโลกของบริษัท เพราะจะเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจได้ดี โดยเฉพาะความผันผวนของค่าเงิน
"ค่าเงินนั้น ผันผวนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเงินเยน เงินหยวน ดอลลาร์ หรือว่าเงินบาท ดังนั้นการที่เรามีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งกระจายกันไป ก็จะเป็นการบริหารธุรกิจ บริหารความเสี่ยงได้ดี"
ในส่วนของงานวิจัยและพัฒนาหรือว่า อาร์แอนด์ดี ซึ่งปัจจุบันบริษัทรถยนต์หลายแห่ง ขยายไปตั้งในฐานการผลิตต่างๆ รวมถึงในไทยที่มีหลายยี่ห้อตั้งศูนย์อาร์แอนด์ดีแล้ว แต่ในส่วนของมาสด้าบอกว่าในวันนี้มีศูนย์หลักแห่งเดียวคือ ญี่ปุ่น เนื่องจากขนาดการผลิตยังไม่เหมาะกับการตั้งหลายศูนย์
แต่มาสด้าก็จะมีหน่วยงานย่อยที่ทำงานใกล้เคียงกัน และเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีเฉพาะส่วน เช่น ในไทย ช่วงนี้ก็จะต้องถ่ายทอดเรื่องของสกายแอคทีฟ เข้ามายังโรงงาน เนื่องจากการผลิตมาสด้า 3 ใหม่ นั้นใช้สกายแอคทีฟเต็มรูปแบบทั้งคัน
ยังไม่สรุปร่วมอีโคคาร์ รุ่น 2
โคไก กล่าวว่า สำหรับแนวทางของมาสด้าในไทยจากนี้ ก็คือ การพิจารณาการลงทุนโครงการอีโคคาร์ รุ่น 2 ที่รัฐให้การสนับสนุน และมีกำหนดที่จะต้องยื่นขอเข้าร่วมโครงการภายใน 31 มี.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งที่ผ่านมา มาสด้าก็ได้เข้าเจรจากับภาครัฐแบบเปิดอกในรายละเอียดด้านต่างๆ แต่ยังไม่ถึงจุดสุดท้าย จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่า มาสด้าจะเข้าร่วมโครงการนี้หรือไม่ แต่ก็ยังเหลือเวลาให้ตัดสินใจอีกประมาณครึ่งเดือน
ทั้งนี้แหล่งข่าวระบุว่า ข้อกังวลใจของมาสด้า รวมถึงค่ายรถอื่นๆ ที่สนใจเข้าร่วมโครงการอีโค คาร์ รุ่น 2 ก็คือ ข้อกำหนดในส่วนของมลพิษ ที่กำหนดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 100 กรัม/กม. ลดลงจากอีโค คาร์รุ่นแรก ที่กำหนด 120 กรัม นอกจากนั้นก็จะต้องผ่านมาตรฐานยูโร 5 จาก รุ่นแรกที่กำหนดไว้ที่ยูโร 4





