วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร้อนแล้วจ้า

กรุงเทพสมัยที่ผมเข้ามาจากบ้านนอกเพื่อเรียนหนังสือในครั้งแรกๆนั้นบางพื้นที่ยังมีสามล้อถีบให้บริการอยู่

รถแท็กซี่ที่วิ่งรับส่งคนโดยสารก็เป็นยี่ห้อออสตินแบบท้ายตัดสองประตูสีเทามากที่สุด รองลงมาเป็นยี่ห้อ มอริส, เฟียต และ ฮิลแมน บ้างไม่มากนัก

สถานีรถโดยสารระหว่างจังหวัดในสมัยที่ผมถูกส่งตัวมาเรียนในกรุงเทพ ตั้งอยู่ที่ตลาดสดแห่งหนึ่งเช่นเดียวกับสถานีรถโดยสารหรือ “ท่ารถ” อื่นๆทั่วประเทศไทย ท่ารถดังกล่าวในปัจจุบันนี้เป็นที่โล่งเตียนริมถนนพหลโยธินขาเข้า หากมาจากกรมการขนส่งทางบกพอเลยทางแยกเลี้ยวขวาไปตลาด อตก. เล็กน้อย

ก่อนจะถึงสะพานเล็กๆข้ามคลองจะมีพื้นที่โล่งอยู่ติดรั้วโรงเรียนช่างฝีมือปัญจะวิทยา ตรงนั้นมีศาลเจ้าของคนจีนตั้งอยู่เรียกกันว่า “ศาลเจ้าปึงเถ้ากงม่า” พื้นที่โล่งบริเวณนั้นในอดีตเป็นตลาดสดชื่อว่า “ตลาดหมอชิต” และเป็นที่ตั้งของสถานีเดินรถโดยสารสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือแห่งแรกของประเทศไทย รถโดยสารระหว่างจังหวัดส่วนมากเป็นรถยนต์อเมริกันยี่ห้อ ฟาร์โก, ดอดจ์, เชฟโรเลต ฯลฯ เป็นรถตัวถังไม้หลังคาไม้ใช้พื้นที่บนหลังคาเป็นที่เก็บกระเป๋าและสัมภาระของผู้โดยสาร

ทุกครั้งที่ผมมาจากบ้านนอกเพื่อเข้าโรงเรียน ผมจะมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์จากโรงในกรุงเทพ ซึ่งติดแอร์เย็นฉ่ำต่างจากวิกหนังล้อมรั้วสังกะสีที่บ้านผม โดยที่ภาพยนตร์ไทยสมัยนั้นนิยมฉายกันที่โรงภาพยนตร์ เอ็มไพร์ เชิงสะพานพุทธ, โรงภาพยนตร์ เฉลิมกรุง และโรงภาพยนตร์คาเธ่ย์ ย่านเยาวราช สถานที่หลังสุดนี้มักจะมีโอกาสได้ฉายภาพยนตร์ที่อำนวยการสร้างและกำกับการแสดงโดย ดอกดิน กัญญามาลย์ บ่อยที่สุด และเมื่อภาพยนตร์ของ คุณดอกดิน สามารถทำรายได้จากการจำหน่ายบัตรได้ถึง 1 ล้านบาท ก็จะมีการโฆษณาด้วยตัวคุณดอกดินเองออกมาตะโกนว่า"ล้านแล้วจ้า"จนเป็นที่จดจำกันติดปาก

ผมตั้งชื่อเรื่องที่จะเขียนตอนนี้เอาไว้ว่า "ร้อนแล้วจ้า" แล้วก็พาลนึกถึงสมัยอดีตที่มีวลีที่ว่า “ล้านแล้วจ้า” อันโด่งดังขึ้นมา จึงเล่าเรื่องราวสมัยเก่าตามประสาคนแก่ชอบเล่าเรื่องเก่า ทั้งที่จุดประสงค์ที่ผมจะเขียนถึงในครั้งนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัด ว่าคนใช้รถต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อบรรเทาความเสียหายอันอาจจะเกิดขึ้นจากอากาศร้อนจัดเช่นนี้

เริ่มแรกต้องระมัดระวังในการจอดรถกลางแจ้ง หรือใต้ร่มไม้ที่มียางมากและมีกิ่งเปราะหักง่าย หากต้องจอดรถกลางแจ้งก็ต้องเก็บของใช้ที่เป็นพลาสติกและยาง ให้หลบจากแสงแดดและความร้อนให้มากที่สุด มิฉะนั้นอาจจะเกิดการบิดเบี้ยวเสียรูปทรงหรือหักงอได้ สถานที่ดีที่สุดสำหรับหลบความร้อนคือ ควรเก็บไว้ในห้องเก็บของใต้ฝากระโปรงหลังท้ายรถ

ในส่วนของชิ้นส่วนที่ติดกับรถซึ่งเป็นพลาสติกและยางนั้น หากต้องจอดรถตากแดดจ้ากลางแจ้งเป็นประจำ ก็ควรหาน้ำยามาทาเคลือบป้องกันความร้อนทำให้เกิดความเสียหายเอาไว้บ้าง ทั้งนี้รวมถึงหนังเทียมหรือพลาสติกที่หุ้มเบาะนั่ง และพวงมาลัยที่ผลิตมาจากวัสดุสังเคราะห์ประเภทยางสังเคราะห์ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับรถที่ผลิตในยุโรปหลายยี่ห้อก็ต้องหาทางป้องกันความเสียหายด้วย

ด้านเครื่องยนต์ก็ต้องมีการเตรียมรับมือกับความร้อน เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองท้าย เมื่อครบกำหนด และต้องเลือกใช้น้ำมันเหล่านั้นให้มีค่าความหนืดตรงตามที่ผู้ผลิตกำหนดด้วย ส่วนน้ำในระบบระบายความร้อนหรือในหม้อน้ำ หากรถยนต์ผ่านการใช้งานมาเกิน 3 ปีหรือใช้งานประมาณ 7-8 หมื่นกิโลเมตรแล้ว ก็ควรทำการเปลี่ยนถ่ายใหม่เช่นกัน

ทางด้านยางรถยนต์ก็ต้องหมั่นตรวจสอบถี่มากขึ้นในช่วงอากาศร้อน และต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่าลมยางที่แข็ง จะทำให้ยางมีโอกาสระเบิดขณะใช้งานน้อยกว่าลมยางที่อ่อนกว่าปรกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเดินทางไกลระหว่างจังหวัดหรือเมื่อต้องการใช้ความเร็วสูงขึ้น ควรสูบลมยางให้แข็งกว่าปรกติสัก 2-3 ปอนด์ต่อตารางนิ้วเอาไว้ก่อน อีกทั้งให้หลีกเลี่ยงการเติมลมยางและปล่อยลมยางในขณะที่ยางร้อน

และหากขับรถฝ่าเปลวแดดที่ร้อนจัดมาเป็นเวลานาน และพบว่าเบื้องหน้ามีฝนตกหนักหรือถนนเปียก ให้ลดความเร็วลงให้อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ หรือจอดรถรอดูเหตุการณ์สักพักหนึ่ง เพราะยางที่ร้อนจัดหากต้องขับเข้าไปบนพื้นถนนที่เปียกโชกด้วยสายฝน อาจจะเกิดการระเบิดขึ้นมาได้ง่ายกว่าปรกติครับ

ในขณะที่ขับรถก็ให้หมั่นมองที่มาตรวัดความร้อนประจำรถเป็นประจำ หากเห็นว่ามีระดับความร้อนสูงกว่าปรกติก็ควรหาที่จอด เพื่อทำการตรวจสอบหาสาเหตุก่อนที่จะเกิดอาการร้อนจัดของเครื่องยนต์ ในส่วนของรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มักจะไม่มีมาตรวัดความร้อนติดตั้งมาให้ ก็ควรที่จะต้องศึกษาคู่มือประจำรถให้ดีว่าจะตรวจสอบระดับความร้อนได้จากสัญญาณใด

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำแนะนำในการเตรียมการรับมือกับอากาศร้อนจัดที่กำลังเข้ามาถึง เพื่อป้องกันของใช้ที่อยู่ภายในรถและอุปกรณ์ประจำรถต่างๆ ไม่ให้เกิดความเสียหายจากความร้อนครับ