ยอดขายดิ่งรอบ25เดือน เร่งอัดแคมเปญ

ยอดขายดิ่งรอบ25เดือน เร่งอัดแคมเปญ

กลุ่มอุตฯยานยนต์เผยเดือนม.ค.ผลิตรถร่วง 31% ยอดขายต่ำสุดรอบ 25 เดือน หมดอานิสงส์รถคันแรก ดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯร่วงในรอบ55เดือน การเมืองป่วน

ปี 2557 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คาดการณ์ว่ายอดขายจะลดจากปีที่แล้วประมาณ 8-10% จากกว่า 1.3 ล้านคัน เหลือ 1.13-1.2 ล้านคัน จากปัจจัยกระทบหลากหลาย เพียงเดือนแรกของปี ยอดขายรถยนต์รวมอยู่ในระดับ 6 หมื่นคัน ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ เป็นผลจากเศรษฐกิจชะลอตัว และสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อ

นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอาเซียน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์การเมืองยังไม่คลี่คลาย และไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อใด แต่พบว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์มากนัก แม้การชุมนุมอาจจะส่งผลต่อการเดินทาง และการซื้อขายในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่สำหรับสินค้ารถยนต์นั้นทำตลาดทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ในปีนี้ ทุกคนเห็นตรงกันว่าตลาดจะติดลบ ดังนั้นแต่ละค่ายจึงวางแผนรองรับการถดถอยไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยหากตลาดลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ เชื่อว่าแต่ละค่ายจะมีมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที โดยในส่วนของนิสสัน ช่วงที่ผ่านมาได้ปรับแผนด้วยการสร้างสมดุลระหว่างตลาดในประเทศกับส่งออกให้มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ดังนั้นหากตลาดหนึ่งตลาดใดมีปัญหา ก็สามารถเพิ่มยอดขายอีกตลาดหนึ่งเพื่อชดเชยรายได้

ความคิดเห็นของนิสสัน สอดคล้องกับผู้บริหารโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า บริษัท เตรียมการรับมือตลาดขาลง ด้วยการปรับสัดส่วนการส่งออกจากให้เท่ากับเป้าขายภายในประเทศ ในสัดส่วน 50 ต่อ 50 ทำให้ง่ายต่อการปรับแผนบริหารความเสี่ยง ที่จะพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

เชื่อการเมืองจบ ตลาดรถดีดกลับ

นายสมภพ ปฏิภาณธาดา ผู้จัดการใหญ่ด้านการตลาด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฮอนด้ายังคงยืนยันเป้าหมายยอดขายรถยนต์รวม 1.13 ล้านคัน และเป้าหมายของฮอนด้าที่ 1.8 แสนคัน เนื่องจากช่วงที่ประเมินยอดขาย ได้นำปัจจัยลบต่างๆ รวมถึงการเมืองเข้าไปเป็นองค์ประกอบร่วมด้วยแล้ว

อีกทั้งเห็นว่า แม้ปีนี้จะมีปัจจัยลบหลายอย่าง แต่ค่ายรถกลับมีอิสระในการบริหารงานมากขึ้น เนื่องจากสิ่งที่ผูกพัน เช่น โครงการรถคันแรก หรือปัญหาการแบกสต็อกที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาคลี่คลายไปแล้ว ดังนั้นจึงสามารถรับมือกับผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น เช่น การจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย ในช่วงที่ตลาดซบเซา หรือ รุ่นรถที่ตลาดไม่เดิน เป็นต้น

"ปีที่แล้วการจัดแคมเปญมีเป้าหมายเพื่อระบายสต็อก แต่ปีนี้จะเลือกได้ว่าจะจัดแคมเปญช่วงไหน กับรุ่นอะไร เพราะสต็อกคลี่คลายไปแล้ว จึงเชื่อว่าจะสามารถรับมือกับปัจจัยลบที่เกิดขึ้นได้ ส่วนการเมืองนั้นมีผลต่อเรื่องอารมณ์การซื้อ ไม่ใช่กำลังซื้อ ดังนั้นหากการเมืองจบเมื่อไร ตลาดจะดีดกลับได้อย่างรวดเร็ว"

นายคมกริช นงค์สวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ยอดจำหน่ายเดือนม.ค. ยังอยู่ในภาวะปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบมากนัก และเชื่อว่าไตรมาสแรกคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักสำหรับตลาดรถพรีเมียมที่ลูกค้ายังคงมีกำลังซื้อ แม้ว่าบรรยากาศจะไม่อำนวย ทั้งนี้เป้าหมายการขายปีนี้ของบริษัทกำหนดไว้ใกล้เคียงกับเป้าเดิมที่ 1 หมื่นคัน

นายอนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล เลขาธิการสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์ไทย กล่าวว่า จากการประเมินความเสี่ยงทุกปัจจัย ปีนี้ตลาดรถจะอยู่ในภาพซบเซา เพราะปัญหาการเมืองคงไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะสั้น ทำให้นโยบายภาครัฐหลายประการไม่สามารถเดินหน้าได้

"ค่ายรถปีนี้วางแผนได้ค่อนข้างยาก ผู้ผลิตที่มีกำลังการผลิตเหลือก็โยกไปแปะไว้กับยอดส่งออก จะเห็นว่าแต่ละค่ายปีนี้ไม่ตั้งเป้าขายไว้สูงนัก โดยดูกันเป็นช่วงๆ สำหรับภาวะเช่นนี้ ค่ายไหนมีตลาดต่างประเทศรองรับ การส่งออกก็กลับมาดี เพราะก่อนหน้านี้เคยตัดโควตาส่งออกไป"

ชี้เศรษฐกิจ มีผลมากกว่าปัจจัยการเมือง

ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการค้ารถยนต์ กล่าวว่า การปรับตัวของบริษัทรถเริ่มมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะว่าปัจจัยความเสี่ยงทางธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนไปจากช่วงปลายปีที่แล้ว โดยไตรมาสแรกปัจจัยทางเศรษฐกิจมีส่วนสำคัญต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ จะเห็นว่าค่ายรถได้พยายามลดกำลังการผลิตที่สูงกว่าความต้องการของตลาด และลดปัญหาสต็อกให้กลับมาสู่ภาวะของการดำเนินธุรกิจปกติ ในขณะที่การสร้างแรงจูงใจให้มีการตัดสินใจซื้อ เช่น การทำแคมเปญ การออกโรดโชว์ ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับความเคลื่อนไหวโดยรวมของตลาดพบว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตลาดแมสโดยเฉพาะรถยนต์นั่งราคาประหยัดและรถอื่นๆ เดินหน้าทำตลาดเชิงรุก เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงไม่น้อยไปกว่าช่วงที่ผ่านมา เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดที่เล็กลง โดยมีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดค่อนข้างถี่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพื่อใช้ความสดใหม่ของสินค้ากระตุ้นให้เกิดการซื้อ ไม่ว่าจะเป็น โตโยต้า อัลติส, โตโยต้า อัลติส เอส สปอร์ต, เลกซัส ซีที 200 เอช, ฮอนด้า ซิตี้ และยังเตรียมการเปิดตัวรุ่น แจ๊ซ ในเร็วๆ นี้

มิตซูบิชิ ปรับโฉม ปาเจโร สปอร์ต พร้อมกระตุ้นการขาย มิราจ ด้วยชุดแต่ง “คิตตี้” นิสสัน เปิดตัวจู๊ค ขณะที่ ฟอร์ด ก็มี เอคโค่ สปอร์ต และช่วงปลายไตรมาสแรก มาสด้าจะเปิดตัว มาสด้า 3

ยอดขายรถยนต์เดือนม.ค. ต่ำสุดรอบ 25 เดือน

ด้าน นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เดือนม.ค. ที่ผ่านมา การผลิตรถยนต์มีทั้งสิ้น 1.62 แสนคัน ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 31% เนื่องจากไม่ต้องเร่งผลิตเพื่อส่งมอบในโครงการรถคันแรก แต่หากเทียบกับเดือนธ.ค. 2556 เพิ่มขึ้น 2% ส่วนการผลิตรถจักรยานยนต์ ทำได้ 1.92 แสนคัน ลดลง 19%

ขณะที่ยอดขายในประเทศทำได้ 6.85 หมื่นคัน ต่ำสุดในรอบ 25 เดือน ลดลง 45% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีการส่งมอบรถคันแรกเหมือนเดือนม.ค. ปีที่แล้ว และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ และปัญหาการเมือง ทำให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อ ส่วนยอดขายรถจักรยานยนต์ ทำได้ 1.25 แสนคัน ลดลง 30%

เดือนม.ค. มีการส่งออกรถยนต์ 8.1 หมื่นคัน ลดลง 6% มูลค่า 3.74 หมื่นล้านบาท ลดลง 5% เมื่อรวมกับการส่งออกเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ มีมูลค่ารวม 5.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.15% ส่วนการส่งออกรถจักรยานยนต์ ทำได้ 7.81 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 12% มูลค่า 3,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เมื่อรวมส่งออกชิ้นส่วน และอะไหล่ มีมูลค่ารวม 4,400 ล้านบาท ลดลง 0.54%

ดัชนีเชื่อมั่นร่วงต่ำสุด รอบ 55 เดือน

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการในเดือนม.ค. 2557 จำนวน 1,043 ราย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 86.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 88.3 ในเดือนธ.ค. 2556 ทั้งนี้ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯถือได้ว่าต่ำสุดในรอบ 55 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2552 ที่เป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ และยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 19 นับตั้งแต่เดือนก.ค. 2555 สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ในระดับที่ไม่ดี โดยค่าดัชนีฯ ที่ลดลงเกิดจากองค์ประกอบ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ