หมดยุคลากๆ จูงๆ

หมดยุคลากๆ จูงๆ

หากพบรถเสียหายจอดอยู่ข้างทาง เกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุมากกว่าความเสียหายของชิ้นส่วนในเครื่องยนต์

สมัยนี้หากพบรถเสียหายจอดอยู่ข้างทาง เกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ มากกว่าจะเกิดขึ้นเพราะความเสียหายของชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ หรือแม้แต่เกิดจากยางรั่วยางแบนก็ยังมีให้เห็นน้อยมาก เพราะนอกจากเครื่องยนต์, รถยนต์ และยางมีการพัฒนามากขึ้นแล้ว ถนนหนทางและองค์ประกอบอื่นๆก็ล้วนแต่ได้รับการปรับปรุงให้ดีตามกันขึ้นมาด้วย

คนขับรถยนต์ทุกวันนี้จึงมีน้อยมากที่จะรู้จักวิธีการช่วยเหลือตัวเองเมื่อมีเหตุขัดข้อง ผมเคยจัดการอบรมคนขับรถยนต์มาหลายต่อหลายครั้ง ผู้เข้ารับการอบรมมีทั้งผู้หญิง, ผู้ชาย, ผู้ใหญ่ และ เด็กในวัยศึกษาหรือวัยเริ่มต้นทำงาน ปรากฏว่าคนขับรถยนต์สมัยนี้มากกว่าร้อยละแปดสิบ ไม่รู้ว่าจะต้องขึ้นแม่แรงและเปลี่ยนยางอย่างไร เมื่อเกิดเหตุยางรั่วยางแบนกลางทาง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนขับรถยนต์ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีลงมา จะมีขีดความสามารถในการช่วยเหลือตนเองเมื่อรถเกิดเหตุฉุกเฉินน้อยกว่าคนขับรถยนต์ในกลุ่มอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ทั้งนี้รวมไปถึงเรื่องของการดูแลรักษาเครื่องยนต์กลไกและอุปกรณ์ต่างๆ ก็ได้ผลสำรวจออกมาในทิศทางเดียวกัน

ย้อนหลังไปเพียงแค่ 20 ปีเมื่อจะต้องนำรถยนต์ออกเดินทางไกล ผมจะต้องตรวจดูยางอะไหล่ว่ามีลมเพียงพอสำหรับการใช้งานในยามจำเป็นหรือไม่ นอกจากนั้นยังต้องเอาแม่แรงมาทดสอบดูว่า ยังสามารถยกรถให้ลอยขึ้นมาได้เมื่อถึงคราวต้องการใช้

ฟิวส์ตัดก็เป็นอุปกรณ์สำรองจำเป็นที่ต้องเตรียมไว้ทุกครั้งที่เดินทาง หรือสำรองติดรถไว้เป็นประจำได้ยิ่งดีและต้องมีหลายขนาดค่าต้านทานด้วย ยังมีอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการเดินทางไกลอีกมาก ที่คนขับรถยนต์ยุคนั้นถือว่าเป็นของจำเป็นสำหรับการเดินทาง ไม่เว้นแม้แต่ ไฟฉาย, ผ้าเช็ดมือ, น้ำ รวมไปถึงเชือกสำหรับลากจูงรถยนต์เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้วย

แต่วิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปรวมทั้งสภาพธุรกิจการค้าข้างทางที่ปรับเปลี่ยนของหลายอย่างที่เคยเป็นความจำเป็นก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป อีกทั้งระบบการสื่อสารที่สามารถติดต่อกันได้สะดวกเกือบทุกพื้นที่ของประเทศหรือในโลกนี้ คนสมัยนี้จึงมองเห็นการจัดเตรียมอุปกรณ์เผื่อใช้ยามฉุกเฉินกลายเป็นสัมภาระที่รกรุงรังสิ้นเปลืองพื้นที่และมากเรื่อง และยังเห็นว่าถึงมีติดไปก็ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ หรือใช้ไม่เป็นเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้งาน สู้เตรียมเครื่องมือสื่อสารเอาไว้ให้พร้อมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ มีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็โทรหาเบอร์ฉุกเฉินเท่านั้นเองง่ายกว่ากันเยอะ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวไปทำธุระที่พัทยา ระหว่างทางพบเห็นคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งก้มๆเงยๆมุงล้อมรถยนต์ 2 คัน จึงเข้าไปไต่ถามได้ความว่าเป็นเด็กเพิ่งเริ่มต้นทำงาน และนัดหมายกันไปเที่ยวทะเลด้วยการขับรถมา 2 คัน บังเอิญว่าคันหนึ่งเกิดอาการเครื่องยนต์ร้อนจัดจนเครื่องยนต์ดับขณะขับขี่

เมื่อโทรศัพท์ไปยังอู่หรือศูนย์บริการที่มีเบอร์ติดต่อ ช่างถามอาการเสร็จก็บอกว่าต้องลากรถกลับไปยังศูนย์บริการในกรุงเทพเท่านั้น คนหนุ่มสาวกลุ่มนั้นจึงเอาเชือกลากรถแบบสำเร็จรูป ที่ซื้อมาเป็นชุดพร้อมสายพ่วงแบตเตอรี่เพื่อจะลากรถคันที่เสียกลับกรุงเทพ

ก่อนที่ผมจะไปถึงได้มีการเกี่ยวเชือกและทดลองลากแล้วครั้งหนึ่ง แต่ปรากฏว่าเมื่อรถขยับเคลื่อนที่และเชือกตึง เชือกก็ไปงัดเข้ากับแผงดักลมด้านหน้าของรถคันที่ถูกลากจนแตกเสียหาย จึงยุติการลากและพยายามหาจุดลากจูงใหม่แต่ไม่รู้ว่าจะยึดบริเวณไหน จึงจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายตามขึ้นมาอีก

หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ผมจึงแนะนำหนุ่มสาวกลุ่มนั้นว่า “คุณโทรไปตามรถยกมายกกลับกรุงเทพดีกว่า ค่าบริการไม่กี่พันบาท ดีกว่าเสี่ยงลากกันไปเอง” สาวๆในกลุ่มบางคนไม่เห็นด้วยเพราะเสียดายเงินค่ารถยก

ผมจึงอธิบายให้ฟังว่าด้วยความชำนาญของพวกเขา แม้จะหาจุดยึดโยงของเชือกลากได้เหมาะสม แต่ขณะที่ลากเชือกจะหย่อนและตึงสลับกันตลอดทาง จะมีแรงกระตุกเกิดขึ้นตลอดเวลา และที่สำคัญรถคันที่ถูกลากไม่สามารถติดเครื่องยนต์ได้ หมายความว่าระบบเบรกหมดประสิทธิภาพในการชะลอรถไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการชนกันเองขึ้นมาได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในย่านการจราจรคับคั่ง รวมทั้งยังมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุกับรถอื่นๆร่วมถนนอีกมากมาย หนุ่มสาวกลุ่มนั้นก็ยังคงเถียงกันอยู่ต่อไป ผมจึงตัดสินใจลาจากออกมาเพื่อเดินทางกลับบ้านโดยไม่รู้ว่าท้ายที่สุดเขาตัดสินใจกันอย่างไร

ผมเล่าเรื่องนี้เพราะต้องการสื่อให้ท่านที่ใช้รถยนต์ทั้งหลายรู้ว่า สภาพการจราจรที่แออัดในทุกวันนี้ ไม่เอื้ออำนวยให้มีการลากรถด้วยเชือกอีกแล้ว หากจะมีการลากจูงก็ต้องทำเท่าที่จำเป็น และควรทำด้วยท่อโลหะที่สามารถค้ำยันรถคันหลัง และลดอาการกระชากกระตุกได้เท่านั้น แต่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับสภาพเช่นทุกวันนี้ก็คือ การยกรถหรือลากรถโดยรถที่ทำขึ้นมาเพื่อลากหรือยกเท่านั้นครับ