'นิสสันจู๊ค'ภารกิจขยายฐานลูกค้า

'นิสสันจู๊ค'ภารกิจขยายฐานลูกค้า

แม้ว่าช่วงนี้ตลาดรถยนต์จะอยู่ในช่วงซบเซาจากปัจจัยลบหลายอย่างแต่ก็จะเห็นว่าความเคลื่อนไหวของค่ายรถช่วงต้นปีที่ผ่านมามีความคึกคัก

ไม่น้อย ทั้งในด้านการจัดกิจกรรมการตลาดต่างๆ หรือว่าทางด้านตัวสินค้าที่มีทั้งรถรุ่นใหม่ การปรับเปลี่ยน เพิ่มความสดใหม่ หรือ ไมเนอร์เชนจ์ และรถรุ่นพิเศษออกมาแล้วหลายรุ่นภายในเดือนแรกของปี 2557

จิรพล รุจิวิพัฒน์ รองประธานฝ่ายการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า เมื่อตลาดซบเซา การออกแรงกระตุ้นจะช่วยให้สามารถดึงกำลังซื้อกลับมาได้บ้าง แต่ทั้งนี้ผลกระทบหรือแนวทางการดำเนินการของแต่ละค่ายแตกต่างกัน

"การเปิดตัวรถใหม่ มีผลต่อตลาด สามารถดึงกำลังซื้อได้ เพราะมีทางเลือกให้ลูกค้า อีกทั้งรถบางรุ่น เมื่อลูกค้าทราบข่าวก็จะเก็บเงินรอล่วงหน้า เช่น นิสสัน จู๊ค ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก การเปิดตัวในงาน มหกรรมยานยนต์ มียอดจองเกือบ 2,000 คัน และถึงขณะนี้มียอดรวมประมาณ 5,000 คัน"

จิรพล กล่าวว่า ในช่วงแรกของการเปิดตัว นิสสัน ยังไม่มีรถส่งมอบให้ลูกค้า รวมไปถึงไม่มีรถในโชว์รูมของตัวแทนจำหน่าย แต่นิสสันก็ใช้วิธีการส่งรถออกเดินสายโรดโชว์ ในพื้นที่ต่างๆ เพื่่อเข้าถึงลูกค้า ให้ลูกค้าได้เห็นรถจริง ได้สัมผัส ซึ่งพบว่าได้ผลเป็นอย่างดี เห็นได้จากยอดจองที่สูงกว่าคาดหมาย

แต่ช่วงนี้นิสสัน เริ่มมีรถส่งมอบให้กับลูกค้า มีรถในโชว์รูม ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดได้ดียิ่งขึ้น

ผลิตรถอาเซียนยืดหยุ่นส่งเสริมตลาด

จู๊ค ถือว่าสร้างความสำเร็จให้กับนิสสันอย่างน้อย ทั้งการเป็นรถที่มียอดจองสูงสุดภายในงาน มหกรรมยานยนต์ และเมื่อรวมยอดถึงปัจจุบัน เท่ากับผ่านมาครึ่งทางของเป้าหมายทั้งปี ที่ตั้งเป้าไว้ 1 หมื่นคัน

อย่างไรก็ตาม การที่มียอดสูงกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้ช่วงนี้นิสสันจำเป็นจะต้องร้องขอไปทางโรงงานที่อินโดนีเซีย เพื่อให้เพิ่มการผลิตที่จะป้อนให้กับตลาดประเทศไทย เพราะหากทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผนการเดิม ก็เชื่อว่ายอดจองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ กับแผนการผลิตเดิม ลูกค้าจะต้องรอรับรถเป็นเวลานาน ซึ่งไม่เป็นผลดีนัก โดยนิสสันตั้งเป้าว่าจะให้รอรถไม่เกิน 3 เดือน

ทั้งนี้การขอให้อินโดนีเซีย เพิ่มการผลิตก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหา เพราะนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัท นิสสัน มอเตอร์ ญี่ปุ่นนั้นกำหนดแผนธุรกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งในอาเซียนจะมีการผลิต การส่งรถระหว่างกันที่ยืดหยุ่นได้ ซึ่งหากไทยมีความต้องการมากกว่า ก็สามารถปรับเพิ่มการผลิตเพื่อรองรับได้

นอกจากนี้หากมองถึงอายุรถ ในอินโดนีเซียนั้นเปิดตัวมานานแล้ว ความร้อนแรงก็คงจะลดน้อยถอยลงตามอายุ แต่ว่าในเมืองไทยเป็นการเปิดตัวใหม่ที่กระแสยังแรง การปรับการผลิต หรือส่งมอบจึงทำได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์ช่วงต้นปี ที่ยังคงมีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่องนั้น ผู้บริหารนิสสันกล่าวว่า สำหรับจู๊คเอง คงยังประเมินยากว่าได้รับแรงฉุดดังกล่าวด้วยหรือไม่ ซึ่งคงต้องรออีกระยะหนึ่ง แต่ก็เห็นว่าในช่วง 2 เดือนแรกที่กระแสตอบรับดี ก็น่าจะผลักดันให้ตลาดเดินหน้าต่อไปได้

และเชื่อว่าจุดเด่นของรถ จะขายตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นรถที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความแตกต่าง และคู่แข่งน้อย

ชิงตลาดเก๋งบี-ซี เซ็กเมนต์

จิรพลกล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับจู๊คก็คือ ข้อมูลของลูกค้าพบว่ามาจากยี่ห้ออื่นจำนวนมาก โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์นั่งกลุ่ม บี-เซ็กเมนต์ และซี-เซ็กเมนต์ ที่อาจจะรู้สึกเบื่อรถในรูปแบบเดิมคือ 4 ประตู ซีดาน หรือว่า 5 ประตู แฮทช์แบค มาใช้รถแบบสปอร์ต ครอสโอเวอร์

แล้วทำไม่ใช่ลูกค้านิสสันเอง ซึ่งประเด็นนี้ จิรพลมองว่าลูกค้านิสสัน ก็มีบ้าง แต่น้อยกว่าลูกค้าจากยี่ห้ออื่น เหตุผลอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือฐานลูกค้าของนิสสันที่ยังน้อยกว่าคู่แข่งนั่นเอง

"ฐานลูกค้าเราน้อยกว่าคู่แข่ง แต่เราก็มีเพิ่มขึ้นจากกลุ่มอีโค คาร์กว่า 2 แสนราย แต่ว่ากลุ่มนี้กว่าจะกลับมาซื้อรถคันใหม่ก็ใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นก็จะเป็นโอกาสดีที่จู๊คจะเป็นตัวดึงดูดจากลูกค้ายี่ห้ออื่นๆเข้ามา"

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้นิสสัน คงจะต้องถือคติน้ำขึ้นให้รีบตัก ยอดจองที่ทำได้มาก การตอบรับของลูกค้าที่มองภาพจู๊คในแง่บวก ก็คงจะต้องเร่งสร้างตลาด บวกกับการสร้างสมดุลกับการผลิตด้วยไปพร้อมๆกัน

การที่นิสสันจำเป็นจะต้องรีบสร้างตลาด เพราะเชื่อแน่ว่าแนวทางความนิยมของผู้บริโภคชาวไทย จะหันมายังตลาดนี้มากขึ้น เนื่องจากเป็นรถที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้หลากหลายมากกว่ารถยนต์นั่งทั่วๆ ไป และเชื่อได้ว่าขณะนี้ค่ายรถต่างๆ ก็กำลังจับตาดูตลาดนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาจังหวะ โอกาสในการเข้ามาเปิดตลาดต่อไปในอนาคต อีกไม่นานจากนี้