มีนาคมนี้มาสด้าจะเปิดตัวรถยนต์นั่งคอมแพคท์ใหม่แทนโฉมเดิมที่อยู่ในตลาดมากว่า3ปี
มาสด้า 3 ใหม่ เรียกได้เต็มปากว่าเป็น ออลนิว คือ เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด และที่สำคัญจะเป็นการนำเทคโนโลยีล่าสุดของมาสด้ามาใช้นั่นก็คือ สกายแอคทีฟ ไม่ว่าเป็นโครงสร้างตัวถัง ช่วงล่าง เครื่องยนต์ หรือว่าระบบเกียร์ ซึ่งจะเป็นรุ่นที่ 2 ที่ใช้เทคโนโลยีนี้ ต่อจาก ซีเอ็กซ์-5 และหลังจากนั้นช่วงปลายปี จะถึงเวลาของมาสด้า 2 สกายแอคทีฟ เรียกว่า ปีนี้มาสด้าจะทำตลาดเทคโนโลยีนี้ครบทั้ง 3 รุ่น และทางผู้บริหารเชื่อมั่นว่าจะช่วยผลักดันยอดขายให้เติบโต
และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เป็นการหลีกหนีจากสนามรบที่รุนแรง จากการที่ตลาดในภาพรวมถดถอย แต่มีผู้เล่นในตลาดจำนวนมาก ดังนั้นหนทางที่จะอยู่ได้ดีในตลาดก็คือ การสร้างฐานตลาดใหม่ การแข่งขันด้วยจุดขายใหม่ ด้วยเทคโนโลยี และก็เชื่อว่า สกายแอคทีฟ ซึ่งลูกค้าเริ่มรู้จัก จะช่วยได้ในจุดนี้
พูดไปก็จะยาวครับว่า สกายแอคทีฟคืออะไร ง่ายๆก็คือ การพัฒนาสิ่งเดิมๆที่มีอยู่แล้วซึ่งยังไม่ถึงจุดสิ้นสุดให้ได้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เช่น เครื่องยนต์ดีเซล ที่สามารถลดแรงอัดลงเหลือ 14:1 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในโลก ยังไม่มีใครทำได้ ขณะที่เครื่องยนต์เบนซิน ก็เพิ่มกำลังอัดสูงสุดในโลก คือ 14:1 เช่นกัน ซึ่งมาสด้าบอกว่าช่วยให้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
อย่างเช่น เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ที่ติดตั้งในมาสด้า 3 ใหม่ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ตัวเดิม 2.0 เช่นกัน มาสด้าบอกว่าประหยัดขึ้น 20% ขณะที่แรงบิดดีขึ้น 10% และก็ยังประหยัดว่าเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ตัวเดิมอีกด้วยเช่นกัน
ส่วนเกียร์ก็ปรับรายละเอียดใหม่ ช่วงล่างออกแบบใหม่ จุดยึดใหม่ เพิ่มการยึดเกาะถนน ยืดหยุ่น ดูดซับแรงสั่นสะเทือน ช่วยให้ยางมีพื้นผิวสัมผัสถนนมากที่สุดในทุกเส้นทาง เป็นต้น
มาสด้า 3 ใหม่ที่จะเปิดตัวในอีก 2 เดือนข้างหน้าจะผลิตในไทยที่โรงงาน เอเอที ระยอง ตอนนี้ยังไม่มีรถ แต่ว่าปลายสัปดาห์ที่แล้ว มาสด้า จัดกิจกรรมทดสอบ ที่สนามโบนันซ่า เขาใหญ่ โดยนำรถจากญี่ปุ่นเข้ามาจัดทดสอบในครั้งนี้ ซึ่งรายละเอียดที่จะทำตลาดในบ้านเราอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ตัวรถจะลายพร้อย เพราะถูกพรางตัวด้วยสติกเกอร์ลายเสือ หลายคนอาจจะบอกว่ารถก็จะเปิดตัวอีกไม่นานนี้แล้วจะปิดจะบังทำไม แต่ก็เข้าใจได้ครับว่ามันไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
แต่ว่ารายละเอียดในเชิงเทคนิคจะเหมือนกัน ยกเว้นเครื่องยนต์ที่จะแตกต่างกันบ้าง แต่ไม่มากนัก โดยรุ่นที่จะขายในบ้านเราใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที จะเป็นเพียงเครื่องยนต์เดียวที่วางตลาดในช่วงแรก ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด รุ่นใหม่
แต่ว่ารถที่ผมขับในครั้งนี้ ซึ่งขนมาจากญี่ปุ่น ยังมีภาษาญี่ปุ่นอยู่เต็มไปหมด รวมถึงระบบการทำงานต่างๆ นั้น แรงม้าต่ำกว่าบ้านเรา คือ 155 แรงม้า แรงบิด 196 นิวตันเมตร ในการทำงานที่รอบเท่ากัน ดังนั้นด้านสมรรถนะที่ผมขับได้ในครั้งนี้ ก็ขอให้บวกเพิ่มอีกหน่อย สำหรับรุ่นที่จะทำตลาดในบ้านเรา
ขนาดยางสำหรับรถทดสอบ คือ 215/45 R18
ในส่วนของอุปกรณ์มาตรฐาน ก็มีการพัฒนาขึ้นมาในหลายๆส่วน เช่น การติดตั้งระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ หรือ HUD (Head Up Display) เช่น ความเร็ว เส้นทาง ที่ด้านหน้าคนขับ ทำให้ไม่ต้องเหลือบลงไปมองที่มาตรวัด ช่วยเพิ่มความปลอดภัย เพราะไม่ต้องละสายตาจากถนน
ระบบเซ็นเตอร์ คอมมานด์ ถูกนำมาใช้เช่นกัน ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ผ่านปุ่มควบคุมปุ่มเดียวที่บริเวณคอนโซลเกียร์ คล้ายกับที่ใช้ในบีเอ็มดับเบิลยูก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะใช้ตามมา
มอนิเตอร์ขนาด 7 นิ้ว ที่คอนโซลกลาง ตั้งแยกออกมา ไม่ได้ฝังลงไปที่คอนโซล ซึ่งหลังๆหลายค่ายก็นิยมออกแบบมาในรูปแบบนี้
รายละเอียดอื่นๆ รวมถึงเรื่องของราคา ยังไม่มีการเปิดเผย ต้องรอจนกว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่อย่างน้อย เครื่องยนต์ตัวนี้ใช้อี 85 ได้ดังนั้น ก็จะได้ส่วนลดภาษีสรรพสามิตลงมาจากอี 20 อีก 3% จึงช่วยกดราคาลงได้บ้าง
กลับมาที่เรื่องการขับขี่ครั้งนี้ครับ มาสด้าให้ขับคนละ 6 รอบ รวมแล้วก็ประมาณ 17 กม.ดูเหมือนไม่มากนัก แต่ว่าเป็นการขับในสนามแข่ง ซึ่งมีการออกแบบให้รีดรายละเอียดของรถออกมา จึงเพียงพอที่จะรู้ว่า รถเป็นอย่างไร
สนามโบนันซ่า ในมุมมองของผมถือว่าเป็นสนามที่มีความท้าทาย และความเสี่ยงไม่น้อย สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ไม่มากนัก มีโค้งลึกๆ โค้งยาวๆ หลายโค้ง และหลายโค้ง ก็อยู่ปลายทางที่สามารถไล่ความเร็วขึ้นไปได้ ดังนั้นหากมัวสนุกกับสมรรถนะของเครื่องยนต์ ก็อาจจะเหนื่อยได้ เมื่อรถหักหัวเข้าโค้ง ที่บางจุดจะมีโค้งที่ 2 โค้งที่ 3 ตามมา
เครื่องยนต์ต้องยอมรับว่ารีดกำลังออกมาได้น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นช่วงออกตัว หรือการเร่ง ทางตรงหลังออกจากโค้งซึ่งมีระยะทางไม่มากนัก เนื่องจากผู้จัด เอากรวยมาตั้งขวางไว้ประมาณ 1 ใน 3 ของทางตรงทั้งหมด แต่ก็ยังไล่ขึ้นไปได้มากกว่า 140 กม./ชม.
ผมลองขับทั้งแบบใช้เกียร์ D เพียงอย่างเดียว และการเลือกเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง ที่แป้นควบคุมหลังพวงมาลัย ได้ข้อสรุปว่า แม้จะเป็นการขับในสนามแบบนี้ แต่การใช้เกียร์ D เพียงอย่างเดียวก็ตอบสนองได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการเรียกกำลังเครื่องยนต์มาอย่างรวดเร็ว หลังจากการใช้เบรกหนักก่อนเข้าโค้ง
และจุดเด่นอีกอย่างของเกียร์สกายไดรฟ์ 6 สปีดตัวนี้ก็คือ ความต่อเนื่องขอการเปลี่ยนเกียร์ที่ดี ทำให้การขับขี่ลื่นไหลมาก
รถมีการทรงตัวทีดี การใช้ความเร็วในทางโค้ง การโยนตัวของตัวถังมีน้อยมาก ช่วยให้ควบคุมได้ง่ายขึ้น และรู้ถึงสภาพเส้นทางและอาการของรถในเวลานั้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว
หน้ารถคม จิกเข้าไปในทิศทางที่ต้องการได้คมกริบ ท้ายรถก็เออออไปด้วยกัน ช่วยให้ผ่านโค้งต่างๆไปได้อย่างง่ายดาย จนหลายคนบอกว่ามันง่ายเกินไป จนความสนุกหายไปนิดหนึ่ง
เอาเถอะครับ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเติมความเร็วเข้าไปอีก ผมกดคันเร่งเมื่อหน้ารถพุ่งเข้าสู่โค้ง ได้ผลครับรถมีอาการท้่ายออกเล็กน้อย แต่แค่คืนองศาพวงมาลัยกลับมาเล็กน้อย ทุกอย่างก็เข้าสู่สภาวะปกติ
สรุปได้ง่ายๆครับ ว่าสำหรับ มาสด้า 3 ที่ได้ขับครั้งนี้ เครื่องยนต์ดี เกียร์ดี ช่วงล่าง ก็ไว้ใจได้เลยว่า มันจะไม่พาคุณออกนอกเส้นทางง่ายๆครับ
รถธงตลาดโลก ขายสะสม 3.7 ล้านคัน
มาสด้า 3 เจนเนอเรชั่นแรก เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 2546 ตามแผนดำเนินธุรกิจมีลเลเนียม ก่อนจะเปิดตัวเจนเนอเรชั่น 2 ที่จำหน่ายในปัจจุบัน ถึงปัจจุบัน มาสด้า 3 ทำตลาดใน 120 ประเทศทั่วโลก มียอดจำหน่ายสะสมในรอบ 10 ปี 3.7 ล้านคัน และในแต่ละปียอดขายมาสด้า 3 คิดเป็น 30% ของยอดขายมาสด้าทั่วโลก จึงว่าเป็นรถธงที่สำคัญ
สำหรับเจนเนอชั่น 3 มาสด้าบอกว่าเป็นการพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด มีเพียงชื่อเท่านั้นที่ยังใช้ร่วมกับรุ่นเดิมๆ รวมถึงตัวถัง โดยรถมีความยาวฐานล้อ 2,700 มม. เพิ่มขึ้นจากเจนเนอเรชั่นที่แล้ว 60 มม.
โดยรุ่น ซีดาน 4 ประตู ความยาว 4,580 มม. ลดลง 10 มม.สูง 1,450 มม. กว้าง 1,795 มม. ความสูงเพดานลดลง 20 มม. พื้นที่นั่งช่วงระดับสะโพกเพิ่มขึ้น 40 มม. พื้นที่เหนือศีรษะเท่าเดิม
ตัวถังสั้นลง แต่ฐานล้อยาวขึ้น หมายถึงวิศวกรยืดล้อออกไปได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ อิสระในการออกแบบห้องโดยสารที่มากขึ้น ขณะที่เชิงเทคนิค ล้อที่ยืดออกด้านนอก จะช่วยให้รถมีความคล่องแคล่วมากขึ้น





