ช่วงหลังๆมานี้ผมได้ยินคนพูดถึง อี 85 กันมากขึ้น รวมถึงผู้ฟังในรายการ ออโต้ เซอร์วิส ที่ผมนั่งจัดเรื่องรถยนต์ร่วมกับ 2 ผู้เชี่ยวชาญในวงการ
ทุกๆ บ่ายโมง จันทร์-ศุกร์ ทาง เอฟเอ็ม 90.5 ก็มักจะมีคนถามถึง ซึ่งรวมไปถึงแนวคำถามเรื่องของการจะนำรถที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ไม่รองรับเชื้อเพลิงตัวนี้ ไปปรับแต่ง ใส่ชุดคิทให้สามารถใช้งานได้
ทำให้มานั่งคิดว่าทำไมเชื้อเพลิงที่ช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้คนเมินหน้าหนี ด้วยสารพัดเหตุผลที่ยกมาประกอบ ทั้งระเหยเร็ว กำลังน้อย วิ่งไม่ออก กลับได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น
ไม่ต้องคิดนาน เมื่อสายตาเหลือบไปมองปั๊มน้ำมันข้างทาง ตัวเลขบอกราคาที่มีขนาดใหญ่โต แจ้งว่า เบนซิน 95 มีค่าเกือบๆ 2 ลิตร 100 ขยับมาที่เชื้อเพลิงยอดนิยมคือกลุ่มแก๊สโซฮอล์ อี 10 ตัวออคเทน 95 ก็ใช่ย่อยเกือบ 39 บาท ส่วน 91 ก็เกือบๆ 34 บาท ราคามันแพงเอาเรื่อง ก็คงจะเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้คนใช้รถที่ไม่อยากคบหาสมาคมกับแก๊ส ไม่ว่าจะเป็นแอลพีจี หรือ ซีเอ็นจีก็ตาม ต้องหาทางออก ซึ่งก็คือ อี 85 แต่ว่ามันราคาเท่าไรกันล่ะ
เหลือบตาลงมามองแถวล่าง ไม่เจอ นึกขึ้นได้ว่า อี 85 หาไม่ได้ง่ายๆครับ
แต่เอาเถอะหลังจากตรวจสอบข้อมูลแล้วก็พบว่ามันมีราคาไม่ถึง 23 บาท คิดอย่างหยาบๆ มันถูกกว่าแกสโซฮอล์ 95 อยู่ 41% และถูกกว่า แก๊สโซฮอล์ 91 ในระดับ 32%
และแม้ว่าความสิ้นเปลืองในการใช้งาน อี 85 จะสิ้นเปลืองมากกว่าในเชิงปริมาณ แต่ถ้าหากใครลองแล้วพบว่ามันสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ต่ำกว่าส่วนต่างราคา ก็ไม่เลวที่จะหันมาใช้อี 85 แทน เช่น บางคนบอกว่าเปลืองกว่า 20% หรือ 30% ก็จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายจะลดลง เพราะราคาต่างกันอยู่ในระดับ 41% และ 32% แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรถแต่ละคัน ซึ่งผู้ใช้สามารถคำนวณได้เองง่ายๆครับ
ในด้านของตลาดรถยนต์ ปัจจุบันมีรถอี 85 จำหน่ายหลายยี่ห้อ หลายรุ่น รวมถึงเชฟโรเลตที่มีอยู่ในรถหลายรุ่นด้วยกัน รวมถึง เอสยูวี แคปติวา
แคปติวานั้นเปิดตลาดมาหลายปีแล้ว แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆมาโดยตลอด รวมถึงเวอร์ชั่นล่าสุดก็ปรับใหม่จากก่อนหน้าหลายๆด้าน โดยเฉพาะรูปโฉมด้านนอกที่เน้นเรื่องของความดุมากขึ้น ให้เข้ากับรถแบบเอสยูวี แต่ก็ติดอารมณ์หรูๆ เช่น การตกแต่งด้วยโครเมียม เพราะอย่างไรเสีย มันก็ยังเป็นเอสยูวี สำหรับคนเมือง
ล้อก็ยังเพิ่มความใหญ่เป็น 235/50 R19 สำหรับรุ่น แอลทีแซด ที่อยู่ในมือผม ซึ่งก็ถือว่ามีขนาดที่สมดุลกับซุ้มล้อ และเพิ่มความดุด้วยโป่งล้อ
ส่วนภายในก็ปรับบางส่วน เช่น คอนโซลกลาง หรือว่ามาตรวัด ส่วนอุปกรณ์มาตรฐานก็ครบถ้วน ระบบบันเทิง การเชื่อมต่อต่างๆ ก็ใส่มาให้เพียงพอ
ส่วนอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการขับขี่ ก็เหมือนๆเดิม รวมถึงตัวเด่นคือ ระบบช่วยลงเนิน (HDC) ที่แคปติวา ได้ชื่อว่าติดตั้งเป้ารายแรกสำหรับเอสยูวีราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท
นอกจากนี้ก็มีระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ เป็นต้น
เครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Double CVC หรือวาล์วคู่แปรผันต่อเนื่อง 2,384 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 168 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 23.3 กก.-ม. ที่ 4,600 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เลือกเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง ขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตโนมัติ โดยระบบจะคำนวณการส่งกำลังไปให้แต่ละล้อได้เองตามความเหมาะสมกับเส้นทาง
สมรรถนะกำลังพอตัว รองรับการใช้งานได้สบายๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในทางเรีบบ หรือจะออกไปนอกถนน ลงทางดิน ลุยโคลนพอประมาณ ให้ล้อเลอะ แต่จะลุยแบบเต็มตัวคงไม่เหมาะ ทั้งเรื่องของยางที่ไม่ได้ยางสำหรับทางโคลน และความสูงใต้ท้องรถที่ไม่ได้มากมายมากนัก มากกว่ารถเก๋งอยู่เล็กน้อย อยู่ที่ 200 มม.
แม้ว่าจะเป็นรถที่มีทรงสูง แต่จุดเด่นของแคปติวา กลับเป็นเรื่องของการเกาะถนนที่ทำได้ดี ใช้ความเร็วกับโค้งได้ โดยที่ตัวถังไม่ออกอาการโยนตัวถึงกับทำให้คนขับเกร็ง ดังนั้นมันจึงเลื้อยไปมาตามเส้นทางเขาทางโค้งได้อย่างสนุก รวมกับความแม่นยำและน้ำหนักของพวงมาลัย ทำให้การเดินทางไม่เหนื่อย
การขับขี่แบบใช้งานจริง ระดับความเร็ว 120-130 ควบคุมง่าย บวกกับการมีทัศนวิสัยที่ดี ทำให้เป็นรถที่เหมาะกับการขับเล่น หรือเดินทางอย่างมาก แต่ถ้ารีบๆขึ้นมา จนต้องกดคันเร่งเพิ่มเป็น 140 หรือ 150 หรือมากกว่า ก็ยังอยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้ครับ
โดยรวมก็ถือว่าแคปติวาเป็นรถที่คุ้มกับราคาเมื่อเทียบกับรถกลุ่มเดียวกันในตลาดครับ





