แม้ว่าโครงสร้างราคาน้ำมันในปัจจุบันจะอยู่ในระดับที่แพง แต่ก็ยังเห็นได้ว่าตลาดยังมีน้ำมันเกรดพิเศษออกมาอยู่เรื่อย แม้ราคาจะสูงกว่าก็ตาม
ธุรกิจการค้าน้ำมัน แม้ว่าปัจจุบันจะมีอยู่ไม่กี่ราย แต่ก็ถือว่ามีการแข่งขันกันไม่น้อยทีเดียว และแม้ว่าโครงสร้างราคาในปัจจุบันจะอยู่ในระดับที่เรียกได้เต็มปากว่า แพง ส่งผลโดยตรงต่อคนที่ตัดสินใจซื้อรถช่วงปี 2554-2555 ต้องคิดหนักในการเติมน้ำมันในปี 2556 แต่ก็ยังเห็นได้ว่าตลาดยังมีน้ำมันเกรดพิเศษออกมาอยู่เรื่อย แม้ราคาจะสูงกว่าก็ตาม
ล่าสุด วันที่ 9 ต.ค.นี้ ปตท. จะส่งน้ำมันดีเซลตัวใหม่ลงตลาด เรียกว่า "ไฮฟอร์ซ" (HyForce) ผลิตผลจากค้นคว้าและวิจัยของสถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท.
ชื่อทางการค้าที่ใช้ เป็นการสื่อถึงที่มา และจุดขาย ฟอร์ซ หรือพละกำลัง ส่วน ไฮ ก็คงมาจากไฮโดรเจน
เนื่องจากว่า ดีเซลตัวนี้ได้มาจากกระบวนการที่เรียกว่า Bio Hydrogenated Diesel หรือ BHD ที่นำไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชมาผ่านกระบวนการ บีเอชดี จัดการเรียงตัวโมเลกุลของไฮโดรเจนใหม่ ก่อนจะนำไปผสมกับดีเซลในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้ได้ไฮฟอร์ซออกมา
พูดถึงบีเอชดี หลายคนคงคุ้นเคยกันพอสมควร เพราะเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา มีข่าวความร่วมมือระหว่าง โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กับ ปตท.ในการพัฒนา บีเอชดี และการเตรียมการเปิดตัว ไฮฟอร์ซในครั้งนี้ ปตท. บอกว่าเป็นการต่อยอดมาจากโครงการดังกล่าวเช่นกัน
ไฮฟอร์ซ ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 ถือว่าเป็นรายเดียวในขณะนี้ ซึ่งจะช่วยให้มีการเผาไหม้ที่สะอาดยิ่งขึ้น และนี่อาจจะเป็นข่าวดีสำหรับผู้นำเข้ารายย่อย หรือ เจ้าของรถที่ซื้อรถไปแล้ว และกำลังหาน้ำมันที่ตรงกับสเปครถ
ปตท.กำลังราคาขาย ไฮฟอร์ซ แพงกว่าดีเซลปกติ 3 บาท หรือตกอยู่ที่ลิตรละ 32.99 บาท หากคิดราคาดีเซลในวันนี้ และจะมีขายในช่วงเริ่มต้นแค่ประมาณ 60 ปั๊มเท่านั้น ในกรุงเทพ และปริมณฑล
60 ปั๊มเยอะหรือไม่เยอะ ก็ต้องให้ข้อมูลเพิ่มว่าปัจจุบันปตท.มีปั๊มทั่วประเทศประมาณ 1,300 แห่ง
ผู้บริหารปตท.บอกว่าสัดส่วนปั๊มที่ขายกับที่มีอยู่มันห่างกันมากมาย และหากไปดูที่การผลิต ซึ่งจะอยู่ที่ 30 ล้านลิตร/เดือน หรือประมาณ 360 ล้านลิตร/ปี เทียบไม่ได้กับยอดขายดีเซลของปตท.ที่ตกปีละ 7,000 ล้านลิตร
สิ่งที่ปตท.อยากจะสรุปก็คือ การที่ไฮฟอร์ซ ขายแพงกว่าดีเซลปกติลิตรละ 3 บาทไม่ได้มีผลต่อเรื่องของยอดขาย หรือว่ารายได้โดยตรง เพราะมีสัดส่วนน้อยมาก
แต่สิ่งที่ต้องการก็คือ สื่อให้เห็นว่าปตท.ทำอะไรอยู่บ้าง และมีสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการยกระดับภาพลักษณ์ ซึ่งแน่นอนว่าหากเจาะลึกเข้าไปในกลุ่มผู้บริโภคได้ ก็จะทำให้มีผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยรวมในอนาคต
อย่างไรก็ตามในเชิงธุรกิจตรงๆ ก็อาจจะมีได้ หากว่ามีการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ซึ่งอาจจะทำให้ปตท.ตัดสินใจขยายการผลิตในอนาคต
ตรงนี้ในความเห็นส่วนตัวของผมเอง คิดว่าหากผู้ใช้ ใช้ได้ผลจริงแล้ว โอกาสที่คนจะเลือกเติมก็มีอยู่มาก เพราะต่อให้แพงกว่ากันอย่างไร ก็ไม่เกินราคานี้ เพราะดีเซลพื้นฐานเป็นลูกรักที่รัฐอุ้มโอ๋อยู่ตลอดเวลาว่าไม่ให้เกิน 30 บาท ส่วนเบนซินจะ 40 จะ 50 ช่างมัน เพราะต้องเก็บเงินเข้ากองทุนมาอุ้มดีเซล และแก๊ส
และโดยคุณสมบัติของดีเซลนั้นประหยัดกว่าเบนซินอยู่แล้วโดยปริมาณ และเมื่อประหยัดในด้านราคา ก็เรียกว่าได้ไม่รู้กี่เด้งต่อกี่เด้งครับ
ในด้านข้อมูลทางเทคนิคของปตท. ระบุว่าไฮฟอร์ซ ให้อัตราเร่งที่ดีกว่าดีเซลทั่วไป และปล่อยไอเสียต่ำกว่า ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีหากจะแข่งขันกันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อม
และเพื่อต้องการพิสูจน์ให้เห็นถึงความแตกต่างของสมรรถนะ ปตท. ก็จัดกิจกรรมทดสอบขึ้นในรูปแบบของการขับขี่ทางตรงพร้อมใช้อุปกรณ์จับเวลาแบบที่ใช้กับการแข่งรถแดร็ก โดยจัดรถรุ่นเดียวกันมารุ่นละ 2 คัน คันหนึ่งเติมดีเซลทั่วไป คันหนึ่งเติมไฮฟอร์ซ แต่ไม่ได้บอกว่าคันไหนเติมอะไร ให้ลองขับกันดู โดยมีการจับเวลาโดยอุปกรณ์จับเวลา และใช้ความรู้สึกของผู้ขับจับเอา
ผมได้ลองกับ บีเอ็มดับเบิลยู 520 ดี และเมื่อผ่านการขับแบบกดคันเร่งเต็มที่ตั้งแต่ออกตัวจนผ่านระยะ 300 เมตร คันละ 2 รอบ ผมก็ฟันธงว่าคันสีขาวคงจะเป็นไฮฟอร์ซ
และเมื่อเฉลยออกมา ผลปรากฏว่าผมเลือกถูก แต่ถ้าดูกันถึงเวลาแล้วไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่ความรู้สึกพอจับได้
นอกจากขับกันเองแล้วก่อนหน้านี้ ปตท. ก็เชิญนักแข่งชื่อดังอย่างณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ ที่ได้ชื่อว่ามีความเที่ยงในการขับมาลองขับยาวๆในสนามแข่ง ซึ่งผมชอบอย่างหนึ่งก็คือ ผลที่ได้ในเชิงของเวลาไม่ได้แตกต่างกันจนเกินจริง ค่อนข้างใกล้เคียงกัน โดยไฮฟอร์ซ ทำได้ดีกว่ากันเล็กน้อย
แต่ถึงจะให้กำลังที่ดีกว่ากันแค่เล็กน้อย แต่ถ้าลดไอเสียได้มากกว่า ผมก็พอใจครับ





