วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชูห่วงโซ่สีเขียวชิ้นส่วนยานยนต์ ยกระดับผลิต

ก.อุตสาหกรรมดึงชิ้นส่วนยานยนต์ร่วมโครงการห่วงโซ่อุปทานสีเขียว เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน แก้ปัญหากีดกันทางการค้า

กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมนี (GIZ), สถาบันยานยนต์, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมแห่งประเทศไทย และศูนย์เพื่อการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน สถาบัน วุพเพอร์ทัล เยอรมนี จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการแข่งขันผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ด้วยการบริการจัดการห่วงโซ่อุปทานสีเขียว

นางอัชกา สีบุญเรือง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องพัฒนาตนเอง เนื่องจากหลายชาตินำเรื่องนี้มาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ซึ่งในส่วนของภาครัฐก็ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการเข้าร่วมในหลายความตกลง ไม่ว่าจะเป็นปฏิญญาโจฮันเนสเบิร์ก ปี 2545 เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน ปฏิญญา มะนิลา เกี่ยวกับอุตสาหกรรมสีเขียว หรือการมีโครงการอย่างฉลากเขียว , กรีนโกรท, กรีน จีดีพี รวมไปถึงการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ โดยตั้งเป้าว่าในอนาคตจะมีผู้เข้าร่วมโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว 70,000 ราย

ในส่วนชิ้นส่วนยานยนต์ ได้ตั้งโครงการอุปทานห่วงโซ่สีเขียว ระยะเวลา 3 ปี (ก.พ.2555 - ก.ค.2558) โดยการที่กระทรวงอุตสาหกรรมเลือกชิ้นส่วนยานยนต์เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ มีส่วนสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ มีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมากกว่า 160 สาขา แต่พบว่าที่ผ่านมาผู้ผลิตโดยเฉพาะที่เป็นทุนไทย ระดับเทียร์ 2 ลงไป มีการผลิตที่ล้าสมัย ก่อให้เกิดมลพิษ จึงเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดของเสียได้

ปัจจุบันมีนำร่องร่วมโครงการ 00 ราย และเสร็จสิ้นกระบวนการให้คำปรึกษาแล้ว 39 โรงงาน โดยพบว่าทั้งหมดสามารถลดค่าใช้จ่ายรวมกัน 30 ล้านบาท/ปี ดังนั้นจึงจะพยายามผลักดันให้มีผู้ร่วมโครงการให้ได้ 500 ราย

แนะลดต้นทุนตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ

นางสาวรวิวรรณ มั่งคั่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานสีเขียว และอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าสหภาพยุโรป ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานสินค้ามองผลิตภัณฑ์ตลอดช่วงอายุ คือ ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงการกำจัดทิ้ง ดังนั้นไทยก็จะต้องมองไปในทิศทางเดียวกัน จากที่ผ่านมาส่วนใหญ่มองเฉพาะตัวผลิตภัณฑ์ ไม่ได้มองถึงที่มา ระบบขนส่ง หรือการกำจัด ทำให้บ่อยครั้งพบว่าสินค้าที่สะอาด ไม่ได้สะอาดจริง เพียงแต่ย้ายมลพิษไปไว้ที่อื่นแทนเท่านั้น

ทั้งนี้เห็นว่า การจะทำให้สินค้าสีเขียวตลอดช่วงอายุ จะต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือหลายตัวที่ใช้งานได้ดี สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สามารถรู้ได้ก่อนผลิตว่าจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง ตั้งแต่ขั้นตอนเลือกวัตถุดิบไปจนถึงสิ้นอายุใช้งาน

"ปัจจุบันหลายที่ก็ใช้ระบบนี้ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ในแง่ของต้นทุนก็ช่วยได้ เพราะของเสียที่เกิดขึ้นน้อยลง ซึ่งหากมีการเริ่มต้นออกแบบที่ดี จะช่วยลดต้นทุนได้ 60-70%"

ในส่วนมุมมองของผู้ซื้อรายใหญ่อย่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นายเอกชัย รัตนชัยวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสกล่าวว่า โตโยต้า ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด เห็นได้จากการเข้าสู่ระบบมาตรฐานไอเอสโอ 9000 เป็นรายแรก จากนั้นก็ต่อเนื่องไปที่ ไอเอสโอ 9000 ไอเอสโอ 14001 รวมถึง ไอเอสโอ 18000 ดังนั้นในส่วนของผู้ผลิตชิ้นส่วนก็จะต้องผลิตให้ได้มาตรฐานเช่นกัน โดยโตโยต้าจะรายละเอียดซึ่งรวมถึงชนิดของสารเคมี หรือ part drawing ให้ดำเนินการตาม ซึ่งหากรายใดต้องการเปลี่ยนรายละเอียด จะต้องแจ้งเพื่อตรวจสอบก่อนทุกครั้ง

ผู้ร่วมโครงการชี้ลดต้นทุนได้จริง

ด้านนางรสสุคนธ์ จันทร์ดา ตัวแทนจากบริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วน กล่าวว่า บริษัทได้เข้าร่วมโครงการเป็นรุ่นแรก และได้ลงทุนปรับปรุงเครื่องมือและระบบต่างๆ ประมาณ 1.6 ล้านบาท แต่พบว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายจนถึงจุดคุ้มทุนภายในช่วง 4 เดือน และเมื่อครบ 1 ป สามารถลดต้นทุนทั้งด้านพลังงาน และวัตถุดิบได้รวม 4.6 ล้านบาท

นายพิภพ วิวัฒนะประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเมโทรอุตสาหกรรม (1973) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตโซ่รถจักรยานยนต์มายาวนาน แต่ช่วงหลังไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากจีนและไต้หวันได้ จึงตัดสินใจปรับวิสัยทัศน์ใหม่ และเข้าร่วมโครงการ นำเครื่องมือในกระบวนการลดของเสียหรือ LRP มาใช้ ซึ่งทำให้ปัจจุบันสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 2 แสนบาท/เดือน