ค่ายรถปรับแผนเพิ่มผลิตเพื่อส่งออก 5 หมื่นคัน ชดเชยตลาดในประเทศชะลอตัว ดันยอดต่างประเทศ ส.ค.ทำลายสถิติรอบ 25 ปี
ตลาดรถยนต์ยังคงมียอดขายหดตัวลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลกระทบหลังจากหมดโครงการรถคันแรก ส่งผลให้ค่ายรถตั้งปรับแผนธุรกิจใหม่ให้สอดคล้องสถานการณ์ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกมากขึ้น
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา การส่งออกรถยนต์สร้างสถิติสูงสุดในรอบ 25 ปี ด้วยยอด 103,065 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 17% คิดเป็นมูลค่า 47,976 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%
ส่วนการส่งออกเครื่องยนต์มีมูลค่า 2,125 ล้านบาท ลดลงจาก ส.ค.ปีที่แล้ว 5% ชิ้นส่วนส่งออก 16,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% อะไหล่ 1,919.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% รวมมูลค่าส่งออกสินค้ารถยนต์ 68,631 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%
ส่วนการส่งออกสะสม ม.ค.-ส.ค.ทำได้ 720,141 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 12% มูลค่า 328,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เครื่องยนต์ 17,808 ล้านบาท ลดลง 9% ชิ้นส่วน 124,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% อะไหล่ 12,506 ล้านบาท ลดลง 6% รวม 483,073 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%
การส่งออกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดหลักขยายตัว ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย ยุโรป เอเชีย แอฟริกาใต้ หรือลาตินอเมริกา ยกเว้น ตะวันออกกลางที่ลดลงเล็กน้อย 8%
"ตลาดที่ขยายตัวโดดเด่นคือ ออสเตรเลีย ซึ่งสัดส่วนตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 22% ในปีที่แล้วเป็น 26% ขณะที่ยุโรป ก็ฟื้นจากวิกฤติ การส่งออกเฉลี่ยเพิ่มจาก 5,000 คัน/เดือน เป็น 6,000 คัน/เดือน"
ค่ายรถปรับแผนเพิ่มผลิตเพื่อส่งออก
ยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากปีที่แล้ว ค่ายรถเน้นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก จากการที่ตลาดขยายตัวอย่างมาก จากปัจจัยสนับสนุนทั้งกำลังซื้อที่อั้นจากเหตุน้ำท่วมปี 2554 และโครงการรถคันแรกของภาครัฐ ทำให้เกิดเหตุการณ์รอรถนานสูงสุด 7 เดือน
แต่เมื่อหมดโครงการรถคันแรก ค่ายรถประเมินว่าตลาดจะหดตัว 10% จึงได้ปรับแผนการผลิตช่วงกลางปีที่ผ่านมา จากเดิมผลิตเพื่อขายในประเทศ 55% ผลิตเพื่อส่งออก 45% ก็ปรับเป็น 50% เท่ากัน โดยผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศลดลงจาก 145,000 คัน เหลือ 140,000 คัน ผลิตเพื่อส่งออกจาก 110,000 คัน เป็น 115,000 คัน
ส่วนการส่งออกรถจักรยานยนต์ทั้งรถสำเร็จรูป และซีเคดี ส.ค. รวม 64,330 คัน เพิ่มขึ้นจาก ส.ค.ปีที่แล้ว 4% มูลค่า 4,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118% ชิ้นส่วน 521 ล้านบาท ลดลง 18% อะไหล่ 106 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% รวม 4,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83%
การส่งออกม.ค.-ส.ค. 625,367 คัน เพิ่มขึ้น 13% มูลค่า 32,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% ชิ้นส่วน 4,765 ล้านบาท ลดลง 31% อะไหล่ 677 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% รวมมูลค่า 38,223.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42%
และเมื่อรวมการส่งออกสินค้ารถยนต์และจักรยานยนต์ ม.ค.-ส.ค.มีมูลค่าทั้งสิ้น 521,296.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%
ผลิตรถ 8 เดือนโต 16%
ด้านการผลิตเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาทำได้ 193,074 คัน ลดลงจากส.ค.ปีที่แล้ว 9% และต่ำกว่าระดับ 2 แสนคันเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน ไม่นับ เม.ย. เนื่องจากมีวันหยุดมาก แต่การผลิตช่วงม.ค.-ส.ค. ยังเติบโต 16% ด้วยยอด 1,735,514 คัน
สำหรับการผลิต ส.ค.แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 82,188 คัน ลดลง 5% รวม ม.ค.-ส.ค.762,150 คัน เพิ่มขึ้น 41% รถยนต์โดยสาร ส.ค. 64 คัน ลดลง 5% รวม ม.ค.-ส.ค. 519 คัน เพิ่มขึ้น 61% รถยนต์บรรทุก ส.ค. 110,822 คัน ลดลง 12% รวม ม.ค.-ส.ค. 972,845 คัน เพิ่มขึ้น 2%
รถปิกอัพ 1 ตัน ส.ค.106,010 คัน ลดลง 14% รวม ม.ค.-ส.ค. 933,727 คัน เท่ากับ 53% ของยอดการผลิตรถทั้งหมด เพิ่มขึ้น 0.74% แบ่งเป็นรถปิกอัพบรรทุก 344,060 คัน เพิ่มขึ้น 9% ปิกอัพดับเบิลแค็บ 507,474 คัน ลดลง 1% และพีพีวี 82,193 คัน ลดลง 16%รถบรรทุก มีการผลิตในเดือน ส.ค. 4,812 คัน เพิ่มขึ้น 52% รวม ม.ค.-ส.ค. ผลิตได้ 39,118 คัน เพิ่มขึ้น 48%
ส่วนการผลิตรถจักรยานยนต์ ส.ค. 218,388 คัน ลดลง 17% รวม ม.ค.-ส.ค.ผลิต 1,975,203 คัน ลดลง 7%
นายสุรพงษ์กล่าวว่า สำหรับยอดขายรถในประเทศเดือนส.ค.ทำได้ 100,289 คัน ลดลงจาก ส.ค.ปีที่แล้ว 22% แต่สูงกว่าเดือน ก.ค.ปีเดียวกัน 2% ซึ่งเชื่อว่าขณะนี้ตลาดรถยนต์เริ่มปรับตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากหมดโครงการรถคันแรก รวม ม.ค.-ส.ค.มียอดขายรวม 939,342 คัน เพิ่มขึ้น 8%
ด้านรถจักรยานยนต์มียอดขาย 163,556 คัน ลดลง 8% จากส.ค.ปีทีแล้ว และลดลง 7% จาก ก.ค.ปีนี้ รวม ม.ค.-ส.ค. 1,438,391 คัน ลดลง 2%





