ฮอนด้ากลับมาเดินสายการผลิตอีก ในวันที่ 31 มี.ค. 2555 ด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น เพราะมียอดค้างจองจำนวนมากในช่วงเวลานั้น
ปลายปี 2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในไทย โรงงาน บริษัท-ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ อยุธยา เป็นโรงงานผลิตรถยนต์แห่งเดียวที่ประสบภัยน้ำท่วมรุนแรง ถึงขั้นต้องทุบทำลายรถที่จอดรอส่งมอบ 1,055 คัน บวกกับชิ้นส่วนประกอบที่รอเข้าสายการผลิตภายในโรงงานอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ยังต้องปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิตทั้งหมด แม้บางส่วนจะสามารถซ่อมแซมได้ แต่ฮอนด้าเห็นว่า การเปลี่ยนจะทำได้เร็วกว่า เพราะช่วงเวลานั้น ฮอนด้าเสียเวลาการผลิตไปแล้วกว่า 6 เดือน
ฮอนด้ากลับมาเดินสายการผลิตอีก ในวันที่ 31 มี.ค. 2555 ด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น เพราะมียอดค้างจองจำนวนมากในช่วงเวลานั้น โดยผู้บริหารบอกว่า แค่ซิตี้ รุ่นเดียว ก็มียอดที่รอการส่งมอบกว่า 4 หมื่นคัน
นอกจากนั้นฮอนด้ายังเปิดเกมรุกอย่างเต็มที่ เพื่อชดเชยกับช่วงเวลาที่เสียไป ด้วยการเปิดตัวรถทั้งรุ่นใหม่ รุ่นพิเศษ และไมเนอร์เชนจ์ รวม 10 รุ่นในปีที่แล้ว และที่สำคัญยังมีรถที่เข้าร่วมในโครงการรถคันแรกถึง 6 รุ่น ซึ่งก็มีส่วนอย่างมากที่ผลักดันให้ยอดขายทำได้ 171,208 คัน เพิ่มขึ้น 103% จากปีก่อนหน้า
ส่วนปีนี้ ช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ฮอนด้ามียอดขายรวม 114,113 คัน เพิ่มขึ้น 271% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ซึ่งสัดส่วนการเติบโตที่สูง เนื่องจากต้นปี 2555 ฮอนด้าแทบไม่มีรถขายจากเหตุน้ำท่วมและเมื่อดูยอดขายเฉพาะเดือน พ.ค. ซึ่งตลาดรถยนต์โดยรวมลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 17 เดือน 3.5% แต่ฮอนด้าก็ยังมียอดเติบโต 19% จากยอดขาย 21,709 คัน
สำหรับการกลับมาเดินสายการผลิตอีกครั้งช่วงมี.ค.ปีที่แล้ว มาพร้อมๆกับข่าวว่า ฮอนด้ามีแนวคิดที่จะย้ายโรงงาน เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาน้ำท่วม โดยบางกระแสระบุว่าอาจย้ายหนีออกจากประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากนั้น ฮอนด้าก็ออกมาสยบข่าวลือ ด้วยการประกาศแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ ที่ปราจีนบุรี และโรงงานใหม่ไม่ได้เป็นการสร้างทดแทนโรงงานที่อยุธยา แต่สร้างเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ให้รองรับกับการเติบโตของตลาดรถยนต์ทั้งในประเทศ และการส่งออก
โรงงานแห่งใหม่มีมูลค่าการลงทุน 17,150 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 1,600 ไร่ มีกำลังการผลิต 120,000 คัน/ปี มีการจ้างงานประมาณ 2,500 อัตรา โดยจะเริ่มเปิดสายการผลิตในปี 2558
ขณะที่โรงงานอยุธยา ก็จะเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นอีกด้วย จาก 240,000 คัน ในขณะนี้ เป็น 300,000 คัน ในปี 2557 ซึ่งจะทำให้การผลิตฮอนด้าในไทยปี 2558 ทำได้รวม 420,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 100% จากปัจจุบัน เพื่อรองรับตลาดที่เติบโตขึ้น โดยมีเป้าหมายคือการส่งออก 1.2 แสนคัน และจำหน่ายในประเทศ 3 แสนคัน และสอดคล้องกับนโยบายฮอนด้าทั่วโลกที่ตั้งเป้าว่าปี 2560 จะมียอดขายรถยนต์รวม 6 ล้านคัน
สำหรับโรงงานแห่งใหม่ที่มีกำหนดพิธีวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 10 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ฮอนด้าวางเป้าหมายให้เป็นฐานการผลิตรถซับ คอมแพคท์ (ซิตี้ แจ๊ซ) รองรับตลาดที่ขยายตัวทั้งในตลาดประเทศไทย และตลาดโลก ซึ่งคาดการณ์กันว่าในอนาคตรถขนาดเล็กจะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากประชากรถที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ต้องการรถที่มีความคล่องตัวในการใช้งาน อีกทั้งรับมือกับแนวโน้มราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น
การคาดการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่แค่รถในตลาดแมส (mass) เท่านั้น แต่ผู้ผลิตรถในระดับบน ก็มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน เช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เดินหน้าแผนพัฒนารถขนาดเล็ก 5 รุ่น บนแพลทฟอร์ม เอ เพราะเชื่อว่าภายใน 10 ปี รถซับคอมแพคท์หรู ทั่วโลก จะเพิ่มจาก 6 ล้านคัน ในปัจจุบัน เป็น 10 ล้านคัน
และสำหรับในบ้านเรา ข้อมูลการขายปี 2555 ก็เป็นสิ่งยืนยันทิศทางของตลาดรถยนต์ได้เป็นอย่างดี โดยจะเห็นได้ว่ารถในกลุ่ม ซับ คอมแพคท์ หรือ บี-เซ็กเมนต์ ได้รับความนิยมสูงสุด 316,705 คัน ตามมาด้วยรถกลุ่มอีโค คาร์ 162,600 คัน และรถ คอมแพคท์ รถในกลุ่มเดียวกับ ฮอนด้า ซีวิค 118,265 คัน





