ตัวแทนจำหน่ายรถ-นำเข้ารายย่อยกดดันรัฐแก้ปัญหาค้าไม่เป็นธรรม

ปัญหาระหว่างบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์อย่างเป็นทางการ และกลุ่มผู้นำเข้าอิสระ คาราคาซังมายาวนาน ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการแย่งตลาด
ปัญหาระหว่างบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์อย่างเป็นทางการ และกลุ่มผู้นำเข้าอิสระ ซึ่งทั่วไปเรียกกันว่า เกรย์ มาร์เก็ต แต่กลุ่มผู้ประกอบการต้องการให้เรียกว่า พารา อิมพอร์ต คาราคาซังมายาวนาน ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการแย่งตลาด โดยปี 2555 ตลาดรถหรูจากบริษัทผู้แทนจำหน่ายมียอดขายประมาณ 1.4 หมื่นคัน ขณะที่ตลาดของผู้นำเข้ารายย่อย จากการเปิดเผยของ สมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถใหม่ ซึ่งมีสมาชิก 45 ราย ระบุว่า มียอดขายประมาณ 1 หมื่นคัน
ในมุมมองของสมาคมนั้นเห็นว่า ตัวเลขเท่านั้นกับจำนวนผู้ประกอบการจำนวนมาก ไม่น่าที่สร้างผลกระทบให้กับผู้แทนจำหน่ายซึ่งมีหลักๆอยู่แค่ 2-3 รายเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกันมุมมองของตัวแทนจำหน่ายมองว่า สูญเสียตลาดที่ควรจะได้กว่า 50% ทั้งที่มีต้นทุนการตลาดสูงกว่า เนื่องจากต้องมีการสร้างแบรนด์ โฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมไปถึงการบริการหลังการขาย ขณะที่ผู้นำเข้ารายย่อย ไม่ต้องทำอะไร ก็สามารถทำตลาดได้เลย เพราะลูกค้ารู้จักรถดีแล้วจากผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
รถนำเข้าอิสระมีหลากหลายทั้งรถยุโรป และญี่ปุ่น โดยรถที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งปีที่ 2554 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย บอกว่าเสียตลาดให้กับผู้นำเข้ารายย่อยไปกว่า 50% ทำให้ต้องดำเนินการมาตรการต่างๆ เช่น การงดให้บริการรถที่ไม่ได้ซื้อผ่านตัวแทนจำหน่าย ก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าตั้งแต่ 1-5 แสนบาท รวมไปถึงการปรับเวลาเปิดตัวให้เร็วขึ้น และปรับโครงราคาให้ต่ำลง เพื่อลดช่องว่างกับราคาของผู้นำเข้ารายย่อยลง
ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น ซีแอลเอส ชูตติ้งเบรก ที่ตัดอุปกรณ์หลายอย่างออกไป เช่น ระบบทำความร้อนที่เบาะนั่ง หรือระบบทำความร้อนภายในห้องโดยสาร การตัดระบบกระจกป้องกันหิมะ ขณะที่เกรย์ซึ่งซื้อรถนำเข้าจากต่างประเทศไม่สามารถทำได้ ผลที่ตามมาก็คือเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งราคาเริ่มต้นที่ 4.99 ล้านบาทในรุ่นมาตรฐาน และ 5.39 ล้านบาท ในรุ่นเอเอ็มจี ขณะที่รถของผู้นำเข้ารายย่อย ซึ่งชิงเปิดตัวก่อนหน้าไม่กี่สัปดาห์ ตั้งราคาไว้ที่ 5.89 ล้านบาท หรือล่าสุด การเปิดตัว อี-คลาส คูเป้ และอี-คลาส คาบริโอเลต์ ที่ตั้งราคาต่ำกว่ารุ่นเดิมประมาณ 7 แสนบาท
การดำเนินการต่างๆ เมอร์เซเดส-เบนซ์ บอกว่าได้ผลดี โดยล่าสุดยอดขายเติบโต แต่ยอดขายของผู้นำเข้ารายย่อยลดลง
สอดคล้องกับนายสมศักดิ์ ศรีรัตนประภาส กรรมการสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถใหม่ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของผู้นำเข้ารายย่อย 45 ราย เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ระบุว่ายอดขายของผู้ประกอบการกลุ่มนี้หดตัวไปแล้ว 20% ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะตกลงแรงกว่านี้ไปถึงระดับ 30% ในปีนี้ หากว่าปัญหาอุปสรรคไม่ได้รับการแก้ไข
ค่ายรถยื่น 6 มาตรการเสนอรัฐ
กลุ่มบริษ้ทตัวแทนจำหน่ายยังเห็นว่าไม่เฉพาะผู้นำเข้ารายย่อยเท่านั้น แต่ยังได้รับผลกระทบจากรถในตลาดอื่นๆ เช่นรถจดประกอบ หรือรถที่หลบเลี่ยงภาษีด้วยวิธีการต่างๆ จึงได้หารือกันก่อนที่จะกำหนดมาตรการเรียกร้องไปยังภาครัฐคือ 1.มีการตรวจสอบการหลีกเลี่ยงภาษีอย่างจริงจัง โดยให้กรมศุลกากรตรวจสอบราคาจำหน่ายจากประเทศต้นทาง ประกอบกับราคาที่บริษัทรถยนต์ที่เป็นผู้นำเข้าหรือผู้แทนจำหน่าย อย่างเป็นทางการของตราสินค้านั้นๆ ได้แจ้งเสียภาษีไว้ก่อนหน้า เพื่อใช้เป็นราคาอ้างอิง
2.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรตรวจสอบมาตรฐานรถยนต์ที่นำเข้าอย่างเคร่งครัดและอย่างเสมอภาค เป็นไปตามมาตรฐานบังคับที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ควรตรวจสอบการนำรถยนต์หรูไปติดถังก๊าซเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบของสมอ.
3.กรมการขนส่งทางบกควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบรถยนต์ก่อนที่จะรับจดทะเบียน
4.กระทรวงพาณิชย์ควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้ารถยนต์มือสอง เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
5.อาจมีการออกกฎหมายใหม่ที่กำหนดให้ผู้นำเข้ารถยนต์ต้องมีใบอนุญาต และต้องให้การรับประกันการซ่อมบำรุง เช่นเดียวกับที่เคยทำได้ผลมาแล้วในหลายประเทศ
6.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ควรมีบทบาทในการให้ความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดจากการซื้อรถหรูเลี่ยงภาษีมากขึ้น
ผู้นำเข้ารายย่อยระบุถูกเลือกปฏิบัติ
ขณะเดียวกันในมุมของผู้นำเข้ารายย่อย ก็เห็นว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน เพราะถูกเลือกปฏิบัติจากภาครัฐ ทั้งการตรวจสอบเป็นพิเศษ การถูกปรับราคาขึ้นภายใน 1 ปี เฉลี่ย 50% ทั้งที่เชื่อว่าการประกอบธุรกิจของพวกตนนั้นมีประโยชน์ต่อสังคม เพราะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการเลือกซื้อรถ โดยไม่มีการผูกขาดการขายจากค่ายใดค่ายหนึ่ง และยังมีออพชัน และราคาให้เลือกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
แต่ขณะนี้กลุ่มประสบปัญหาหลายอย่าง รวมถึงการที่รถกว่า 3,000 คัน ไม่สามารถจดทะเบียนได้ เพราะไม่ผ่านการตรวจสภาพจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. หลังจากที่ภาครัฐเปลี่ยนนโยบายให้รถจากผู้นำเข้าอิสระต้องผ่านการตรวจสอบทุกคัน หลังจากที่ผ่อนผันมานับ 10 ปี ทำให้ดำเนินการไม่ทัน
ทั้งนี้รถจำนวนดังกล่าว ปัจจุบันอยุ่ในมือลูกค้าแล้วประมาณ 2,000 คัน อยู่ในโชว์รูมผู้จำหน่ายประมาณ 800 คัน ที่เหลือยังติดค้างอยู่ที่่ท่าเรือ
แม้ว่า 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้ผ่อนปรนกฎบางข้อ เช่น สามารถตรวจโดยมีอินวอยซ์รวมกันได้ และสามารถใช้เอกสารรับรองมาตฐานจากผู้ผลิต หรือ ซีโอซี จากต่างประเทศรับรองได้ แต่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.นี้ แต่หลังจากที่ส่งเอกสารไป แต่ผ่านไปกว่า 2 สัปดาห์ ยังมีใครได้รับการนัดหมายให้นำรถเข้าไปตรวจสอบแต่อย่างมด ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นเป็นเพราะความไม่พร้อมของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะ สมอ.ที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้ 5 คนเท่านั้น และไม่ได้ตรวจสอบเฉพาะรถยนต์อย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบมาตรฐานอื่นๆด้วย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็ก เป็นต้น
ทั้งนี้แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐจะผ่อนผันเกณฑ์ไม่ต้องตรวจทุกคัน แต่ให้ตรวจ 1 คัน/การขนส่งหรือ ชิฟท์เมนต์ 1 เที่ยว/รุ่น แต่ในเชิงปฏิบัติก็แทบจะไม่มีอะไรแตกต่าง เนื่องจากผู้นำเข้ารายย่อย นำรถเข้ามาครั้งละ 1 คัน เป็นส่วนใหญ่ หรือมากสุดประมาณ 2 คัน เท่านั้น
ส่่วนการตรวจสอบรถของผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำที่โรงงานต่างประเทศ? กำหนดตรวจ 1 คัน/การนำเข้า 5,000 คัน
ผู้ประกอบการเคยยื่นเสนอขอเป็น 1 คัน ต่อการนำเข้า 100 คัน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ารถของตัวแทนจำหน่ายมาก แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับเช่นกัน ดังนั้นจึงเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นธรรมต่อการแข่งขัน และการรวมตัวตั้งเป็นสมาคมในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นอย่างจริงจังในการที่จะต่อรองกับภาครัฐต่อไป
ทั้งนี้สมาคมต้องการให้รัฐผ่อนปรนกฎระเบียบที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ และตลาดรถนำเข้าโดยรวม สร้างความทัดเทียมให้กับผู้ประกอบการต่างประเทศ และผู้ประกอบการชาวไทย เพราะสมาคมฯถือว่าเป็นผู้ที่ทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย เสียภาษีถูกต้อง และสร้างรายได้ให้ภาครัฐในแต่ละปีจำนวนมาก
ตลาดทรุด ยอดขายหด โชว์รูมปิด 10%
ผลจากการที่รถไม่สามารถจดทะเบียนได้ทำให้เกิดปัญหาต่อธุรกิจ และเมื่อรวมกับข่าวที่เกิดขึ้นในวงการตลาดรถยนต์ช่วงนี้ เช่น รถจดประกอบ รถเลี่ยงภาษี ทำให้ผู้บริโภคเกิดความไม่มั่นใจ ว่ารถที่ซื้อจะมีปัญหาหรือไม่ ส่งผลให้ตลาดอยู่ในภาวะซบเซา ลูกค้าชะลอการซื้อ ขณะที่ผู้ประกอบการก็ต้องชะลอการสั่งนำเข้ารถ เพราะของเดิมยังไม่สามารถระบายออกไปได้ ทำให้ภาพรวมของตลาดขณะนี้หดตัวลงไปประมาณ 20% และจะทำให้ยอดขายทั้งปีลดลงไป 30% จากปีที่แล้วมียอดขายรวมกันประมาณ 1 หมื่นคัน และยังพบว่ามีผู้ที่เลิกกิจการไปแล้วประมาณ 10% เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้
"การจดทะเบียนไม่ได้ ส่งผลต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการ เพราะไม่สามารถเก็บเงินจากสถาบันการเงินที่ให้บริการสินเชื่อได้ เก็บได้เฉพาะเงินดาวน์เท่านั้น เช่นรถราคา 4 ล้านบาท เงินดาวน์ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ 30% เราก็จะได้เงินแค่ 1.2 แสนบาทเท่านั้น ที่เหลือก็เป็นเงินจม ทำให้ทุกคนมีปัญหาสภาพคล่องในตอนนี้
ทั้งนี้ทางสมาคมฯ กำหนดว่ารัฐควรจะต้องมีบทบาทอะไรบ้าง และหากไม่มีอะไรออกมาภายใน 30 มิ.ย. คงจะต้องยกระดับการเรียกร้องต่อไป







