แนะชิ้นส่วนไทยปรับตัวรับมือการแข่งขัน ทั้งการรุกคืบเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้าไทย แรงงานต่างด้าวไหลกลับประเทศในอนาคต
แนะชิ้นส่วนไทยปรับตัวรับมือการแข่งขัน ทั้งการรุกคืบเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้าไทย แรงงานต่างด้าวไหลกลับประเทศในอนาคต แนะหน่วยงานการศึกษา ปรับหลักสูตรให้เหมาะสม จี้รัฐให้ความสำคัญศูนย์ทดสอบ ยกระดับอุตสาหกรรมไทย
บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด และสถาบันยานยนต์ ร่วมกันจัดสัมมนา "การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน มหกรรมเครื่องจักร-เทคโนโลยีเพื่อการผลิต ชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งคัน หรือ Manufacturing Expo 2013 ระหว่าง 20-23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ ไบเทค บางนา
นายถาวร ชลัษเฐียร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายบริหาร บริษัท เด็นโซ่ ( ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะกรรมการบริหารสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถของมนุษย์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย มีความแข็งแกร่ง และเติบโตที่ดี โดยจุดแข็งของไทยก็คือ เป็นฐานการผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งปี 2555 ที่ผ่านมาเป็นตัวชี้วัดได้ดี เนื่องจากภาคการผลิตผิดเพี้ยนจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นจากแรงกระตุ้นต่างๆ เช่น โครงการรถคันแรก และการส่งออกที่ขยายตัว ทำให้ทั้งโรงงานประกอบรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องเร่งการผลิตมากกว่าปกติ แต่ปรากฏว่าไม่พบการตีกลับสินค้า หรือปัญหาเกิดขึ้นแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นรถที่จำหน่ายในประเทศ หรือตลาดส่งออกก็ตาม
"ปีที่แล้วเราผลิตกันเยอะมาก มากกว่า 2.4 ล้านคัน จากเดิมที่กำหนดเป้าว่า การผลิตระดับ 2.5 ล้านคัน จะเกิดขึ้นในปี 2558 แต่ก็ไม่มีเสียงบ่นจากลูกค้า ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และยืนยันถึงศักยภาพการผลิตของไทย"
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนในวงการยานยนต์กังวลก็คือ เกรงว่า ความแข็งแกร่งเหล่านี้จะหายไปในอนาคต เนื่องจากปัญหาใหญ่คือ การขาดแคลนแรงงานฝีมือ ซึ่งเกิดขึ้นอยู่แล้วในขณะนี้ แต่อนาคตจะเพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการผลิตที่ขยายตัวโดยเฉพาะเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งไว้ คือ ปี 2563 ไทยจะผลิตรถยนต์รวม 3.5 ล้านคัน มูลค่าการผลิตจะคิดเป็น 12% หรือมากกว่าของจีดีพี ประเทศ และจะมีมูลค่าการส่งออกทั้งรถยนต์และชิ้นส่วน 2 ล้านล้านบาท ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาคนรองรับให้ได้
และหากมองในระยะใกล้ ก็จะพบว่าปัจจุบันภาคยานยนต์ก็ขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนในระดับ เทียร์ 2-3 ปัจจุบันต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติประมาณ 10% แต่ในอนาคตเพื่อนบ้านของไทยหลายประเทศ จะมีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ทำให้ต้องการแรงงานมากขึ้น จึงมีความเสี่ยงที่จะแรงงานที่ทำงานในไทย จะย้ายกลับประเทศ
"อย่างเช่นพม่า ซึ่งปัจจุบันเข้ามาทำงานในไทยเยอะมากหลายอุตสาหกรรม เชื่อกันว่าอีก 17 ปี จะทันไทย แน่นอนว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็จะต้องการแรงงานเพื่อพัฒนาประเทศเช่นกัน"
เอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้าไทย เพิ่มปัญหาแรงงาน
นอกจากนี้ปัจจุบัน พบว่ามีนักลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยมากขึ้น ซึ่งทำให้มีความต้องการแรงงานเพิ่มมากขึ้น และยังก่อให้เกิดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานเนื่องจากต้องการมีรายได้ที่ดีขึ้น
นายถาวรกล่าวว่า สิ่งที่จะต้องเร่งทำก็คือ การพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย มีการปรับโครงสร้างให้เหมาะสมกับความต้องการ ตั้งแต่การจัดโครงสร้างการศึกษา นอกจากนี้ก็จะมีการจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนภายในปี 2558 จัดตั้งสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภายในปี 2558 ซึ่งทั้งหมดนี้ได้จัดทำเป็นกรอบยุทธศาสตร์พัฒนาแรงงานเรียบร้อยแล้ว หลังจากเริ่มต้นทำงานมาตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งล่าสุดมีข่าวว่า ภาครัฐจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี 2 ก.ค.ที่จะถึงนี้
ส่วนการขาดแคลนแรงงานในระดับทักษะชั้นสูง เช่น กลุ่มผู้จบ ปวช. ปวส. ที่ยกระดับตัวเอง เรียนต่อในระดับปริญญาตรี เนื่องจากต้องการเปลี่ยนจากสายงานผลิตไปยังสายบริหาร จึงต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการศึกษา หรือกระทรวง วางแผนงานกันใหม่
"อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ประกอบการเอง ก็อาจจะต้องปรับตัว คือ ไม่ขัดขวาง แต่ให้คิดวิธีว่าทำอย่างไรที่ไม่ให้บุคลากรคนนั้นทิ้งทักษะด้านช่างไป"
ศูนย์ทดสอบ องค์ประกอบสำคัญ
ด้านนางสาวจุรีรัตน์ สุวรรณวิทยา รองผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า บุคลากรถือว่ามีความสำคัญที่สุดในอุตสาหกรรม แม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาเครื่องจักรการผลิตขึ้นมามาก แต่เครื่องจักรมีข้อจำกัดในการพัฒนา คนไม่มีขีดจำกัด
ปัจจุบันไทยมีแรงงานในโรงงานประกอบรถยนต์ประมาณ 1 แสนคน แรงงานในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนระดับ เทียร์1 ประมาณ 2.5 แสนคน และเอสเอ็มอีอีก 2 แสนคน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ กับเป้าหมายการขยายตัวของอุตสาหกรรม
นางสาวจุรีรัตน์กล่าวว่านอกจากนี้ สิ่งที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรก็คือ เห็นว่าไทยควรจะมีศูนย์ทดสอบ เพื่อส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วน เพราะจะทำให้การพัฒนาคุณภาพเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแนวคิดการสร้างศูนย์ทดสอบเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด และถึงปัจจุบันคิดว่าความเป็นไปได้อยู่ที่ 50%
ทั้งนี้เห็นว่ารัฐควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซีย ก็กำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับการเป็นศูนย์กลางศูนย์ทดสอบยานยนต์ในภูมิภาค ซึ่งอาจจะทำให้ไทยสูญเสียความแข็งแกร่งลงไป





