ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ทาทา มียอดจำหน่าย 1,085 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 15%
ขณะที่ยอดเดือนมี.ค. มีตัวเลขที่ลดลงเช่นกัน 4% ด้วยยอด 384 คัน ท่ามกลางข่าวก่อนหน้านี้ว่า ทาทา มีปัญหาหลายด้าน ทั้งปัญหาในตัวสินค้า ปัญหากับตัวแทนจำหน่าย สถาบันการเงิน รวมไปถึงปัญหาภายในที่ส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงของไทยลาออกไป ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร โดยนายอาจิต เวนทาคารามัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โยกย้ายกลับไปที่อินเดียเพื่อนั่งในตำแหน่ง รองประธานฝ่ายกลยุทธ์พัฒนาองค์กร และส่งนายซานเจย์ มิชรา เข้ามาแทน นอกจากนี้ยังมีนายคาร์ล สลิม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาทา มอเตอร์ส จำกัด ประเทศอินเดีย กำกับดูแลในตำแหน่งประธานกรรมการ
การส่งกรรมการผู้จัดการ ของบริษัทแม่ เข้ามากำกับดูแลตลาดที่มียอดขายต่อปีในระดับ 5,000 คัน ในปี 2555 ที่ผ่านมา แน่นอนว่าทำให้เกิดคำถามของสื่อมวลชนไทยที่นายสลิมให้สัมภาษณ์ในการเยือนไทยล่าสุด ว่าเป็นเพราะทาทามีปัญหามากมายจริงดังที่เป็นข่าวใช่หรือไม่ จึงต้องส่งผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเข้ามาดูแลอีกระดับหนึ่ง
นายสลิมกล่าวว่า ปัญหาในทาทามีอยู่จริง แต่ไม่ได้มากเหมือนที่เป็นข่าว โดยปัญหาด้านตัวรถพบว่าเกิดขึ้นบ้าง และได้ดำเนินการแก้ไขอยู่ในขณะนี้ ส่วนการที่ผู้บริหารไทยลาออก เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด
ส่วนการที่ตนเองเข้ามาดูแลตลาดไทย ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านลบ แต่เป็นด้านบวก เพราะทาทา มอเตอร์ส อินเดีย ให้ความสำคัญกับไทยมาก แม้ว่าจะมียอดขายที่ยังไม่สูงนักก็ตาม แต่ทาทาเห็นเป็นตลาดโอกาสในอนาคต และไม่ใช่เฉพาะไทยเท่านั้น แต่ยังมีอีก 2 ตลาดที่ดูแล คือ เกาหลีใต้ และแอฟริกาใต้ ที่ตนนั่งในตำแหน่งเดียวกัน
"เป็นสิ่งยืนยันว่าผมไม่ได้เข้ามาดูตลาดเพราะเกิดปัญหา แต่เป็นเพราะเราเห็นโอกาสในการเติบโตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นไทย เกาหลีใต้ หรือแอฟริกาใต้ก็ตาม ที่พบว่าตลาดยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ในขณะที่ตลาดอื่นเริ่มชะลอลงไป รวมถึงอินเดีย ส่วนตลาดที่โดดเด่นอีกแห่งคือซาอุดีอาระเบีย"
สำหรับในไทย ทาทา มองว่ามีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก แต่สิ่งสำคัญสำหรับการอยู่ในตลาดที่มีขนาดใหญ่ และเติบโต คือจะต้องมีสินค้าที่หลากหลาย มีเครือข่ายการจำหน่ายและบริการที่แข็งแกร่ง และมีความเข้มแข็งทางด้านการเงิน
ซึ่งในส่วนของเครือข่ายและการเงินนั้น การเดินทางไทยครั้งนี้ ได้มีการหารือกับตัวแทนจำหน่ายและสถาบันการเงิน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี
ในด้านสินค้าปัจจุบันทาทา มีรถหลักทำตลาดในไทย คือ ปิกอัพ ซีนอน และ ซูเปอร์เอซ ซึ่งเป็นรถบรรทุกเล็ก 4 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซล 1.4 ลิตร ซึ่งทาทาเห็นว่าน้อยเกินไป ดังนั้นในอนาคต บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มความหลากหลายให้มากขึ้น เริ่มจากไตรมาส 3 ปีนี้ จะทำตลาด นาโน ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้า และผลักดันให้ตลาดทาทาในไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว
"โอกาสตลาดในไทยยังเปิดอีกมากสำหรับนาโน รถที่มีทั้งดีไซน์ และความประหยัด โดยก่อนหน้านี้เราเข้ามาทดสอบตลาดอยู่ระยะหนึ่ง และได้ผลการตอบรับที่ดี"
ทั้งนี้สำหรับภาพลักษณ์ของนาโน ในมุมมองคนไทยก่อนหน้านี้ที่ไม่ดีนัก เนื่องจากว่าการเปิดตัวครั้งแรก นาโนกำหนดให้เป็นรถราคาถูกในอินเดีย ดังนั้นอุปกรณ์ต่างๆ จึงมีเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อทำราคาให้คนส่วนใหญ่ของอินเดียสามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย
แต่นาโน ใหม่ มีการปรับปรุงรายละเอียดจำนวนมาก และในส่วนของตลาดประเทศไทยจะมีสเปคเฉพาะตามที่ไทยกำหนด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด
การทำตลาดนาโนในช่วงแรก จะเป็นการนำเข้าจากอินเดีย แต่ในอนาคตหากตลาดขยายตัวถึงระดับ 2 หมื่นคัน ก็อาจจะลงทุนประกอบในประเทศ ซึ่งถึงช่วงนั้น ยังจะมีโอกาสในการขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนโดยใช้ไทยเป็นฐาน
//////////////
ย้อนอดีต "นาโน"
ในโลกยานยนต์ มีอะไรเกิดขึ้นได้มากมาย มีรถใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง มีรถที่มีเป็นแนวคิดใหม่ออกมาจำนวนมาก รถความเร็วสูง รถเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รถไม่ใช้น้ำมัน ยันจนถึงรถบินได้ แต่คำถามก็คือ มีสักกี่คันที่ผลิตออกมาจริง ในเชิงเพื่อการพาณิชย์
ย้อนหลังไปปี 2550 ที่อินเดีย ทาทา ยักษ์ใหญ่ประกาศแผนผลิตรถเล็ก ราคาถูก คือ ไม่เกิน 3,000 ดอลลาร์ ถ้าเทียบกับช่วงนี้ก็คือไม่ถึง 9 หมื่นบาท ซึ่งในช่วงนั้นหลายคนคิดว่า ก็คงเหมือนกับรถแนวคิดอีกมากมายก่ายกอง คือทำไม่ได้จริง
แต่จากนั้นไม่นาน ทาทา เปิดตัว นาโน ด้วยราคาที่ต่ำกว่าแผน คือ 2,500 ดอลลาร์
แม้จะมีบางรายละเอียดที่คนไทยฟังแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีอมยิ้ม นั่นคือ เพื่อให้ได้ราคาที่ต่ำที่สุด ทาทา ตัดอุปกรณ์ที่คิดว่าไม่จำเป็นออกไป เช่น เครื่องปรับอากาศ วิทยุ ที่ปัดน้ำฝนลดลงเหลือแค่อันเดียว และที่แปลกที่สุดก็คือ เอากระจกมองข้างด้านซ้ายออกไปด้วย
อุปกรณ์ชิ้นหลังสุด ในทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลกมองว่าเป็นสิ่งสำคัญ แต่การที่ทาทาทำเช่นนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้คนที่แม้ไม่เคยเดินทางไปอินเดีย ได้รู้ถึงวัฒนธรรมการใช้รถ ขับรถที่นั่นว่าไม่นิยมใช้ และต้องมีจำนวนไม่น้อย เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่มีผลทำให้ นานาโน กลายเป็นรถที่ดูประหลาดเมื่อมองจากด้านหน้าหรือด้านหลัง เพราะเหมือนคนมีหูเพียงข้างเดียว
แต่สิ่งที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาตัดสินมันก็คือ ที่มาที่ไปในการพัฒนา เป้าหมายคืออะไร และทำได้ตรงตามเป้าหรือไม่
ราชัน ทาทา ประธานบริหารกลุ่มบริษัท ทาทา และทาทา มอเตอร์ส ทาทาให้คำจำกัดความของ นาโน ว่า people car นั่นเป็นสิ่งบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นรถเพื่อการใช้งาน เป็นรถที่มีความจำเป็นสำหรับคนที่ต้องการมันอย่างแท้จริง
และความต้องการของราชัน เกิดขึ้นเมื่อเขาเห็นคนอินเดียใช้รถจักรยานยนต์กันแบบคุ้มค่ามากเกินไป คือไปกันทั้งครอบครัว 4-5 คน





