มาสด้าเชื่อตลาดรถแข่งดุ หลังไตรมาสแรกยอดจองรถใหม่แผ่ว เหตุหมดแรงกระตุ้นโครงการรถคันแรก เล็งเสริมรุ่นพิเศษเจาะลูกค้าเฉพาะกลุ่ม
นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์จากนี้ไปมีแนวโน้มการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น หลังจากพบว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมา ยอดจองรถใหม่ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากโครงการรถคันแรก ทั้งการหมดโครงการทำให้แรงจูงใจในการซื้อรถลดลง และการที่โครงการดังกล่าวดึงกำลังซื้อล่วงหน้าไปใช้ในปีที่ผ่านมา
การแข่งขันที่รุนแรง จะส่งผลออกมาในรูปแบบการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายของค่ายรถต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าจะมีความเข้มข้นตลอดทั้งปี ส่วนรายละเอียดจะแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละบริษัท โดยในส่วนของมาสด้าจะใช้แนวทางสินค้านำการตลาด
"มาสด้าจะไม่ใช้แคมเปญนำ แต่ใช้ตัวรถนำ เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาในโชว์รูมมากขึ้นก่อน จากนั้นจึงเอาการตลาด หรือแคมเปญเข้าไปจับ เราต้องการให้ลูกค้าซื้อรถที่ตัวรถมากกว่าซื้อเพราะแคมเปญ"
ดังนั้นสิ่งที่จะเห็นจากมาสด้าก็คือ การสร้างความสดใหม่ให้กับสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้า เช่น ช่วงที่ผ่านมาได้เปิดตัวรถรุ่นพิเศษ เช่น มาสด้า 3 เอสพลัส และสปอร์ตพรีเมียม มาสด้า 2 ลิมิเต็ด เอดิชั่น โดยแนวทางการพัฒนาสินค้าเน้นการจับลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว
นอกจากนี้ก็จะจัดกิจกรรมที่เน้นการสร้างแบรนด์ โดยเฉพาะเอนเตอร์เทนเมนท์ มาร์เก็ตติ้ง เนื่องจากเห็นว่าตรงกับบุคลิกของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น การทำโปรโมชั่นร่วมกับภาพยตร์ พี่มาก...พระโขนง หรือ การทำโปรโมชั่นกับนักแสดงอย่าง ณเดช คูกิมิยะ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี
"เราต้องปรับตัว เพราะหลังจากหมดโครงการคันแรก ยอดของใหม่ก็หายไปพอสมควร"
อย่างไรก็ตาม การหมดโครงการรถคันแรก ทำให้รถบางรุ่นมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มซี-เซ็กเมนต์ เนื่องจากระดับราคาใกล้กับรถ บี-เซ็กเมนต์ หรือ ซับ คอมแพค ซึ่งเป็นกลุ่มรถที่ได้สิทธิ์คืนภาษีจากโครงการรถคันแรกมากขึ้น จากประมาณ 3 แสนบาท เหลือ 2 แสนบาท ทำให้ลูกค้าหันมาเลือกที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ใช้ประโยชน์ได้มากกว่ามากขึ้น โดยจะเห็นได้จากช่วงไตรมาสแรก มาสด้า 3 สามารถสร้างยอดขายได้ 1,285 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 46% ขณะที่มาสด้า 2 ซึ่งเคยได้สิทธิ์ในโครงการรถคันแรก มียอดขายลดลงเล็กน้อย จาก 9,741 คัน ในปีที่แล้ว เหลือ 9,260 คัน
นางสาวสุรีทิพย์กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องว่าอาจจะมีผลต่อการส่งออกบ้าง แต่อย่างไรก็ตามตลาดต่างประเทศอยู่ในความรับผิดชอบของ บริษัท ออโต อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เอเอที
อย่างไรก็ตามในมุมมองของมาสด้า เห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมน่าจะจะอยู่ในระดับ 29-30 บาท แต่ถ้าหากแข็งค่าไปมากกว่านี้ ทางโรงงานก็คงจะต้องหามาตรการผ่อนปรนปัญหาลง
ในส่วนของมาสด้า เซลส์ เห็นว่าสถานการณ์ค่าเงินในปัจจุบันส่งผลดี เนื่องจากเงินบาทแข็งแต่เงินเยนอ่อน ดังนั้นเมื่อส่งรายได้หรือกำไรกลับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นก็จะได้มูลค่าเงินมากขึ้น ขณะที่งบประมาณต่างๆ ที่บริษัทจะได้รับก็จะไม่มีผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากมีการกำหนดเป็นเงินบาท





