วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไอเอส'สานฝัน'เลกซัส'เพิ่มส่วนแบ่งเบียดยักษ์เยอรมนี

เลกซัส รถหรูของโตโยต้า ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เข้ามาทำตลาดในไทยหลายปีแล้ว มียอดขายกว่า 700 คันในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าไม่น้อย

แต่ถ้าหากเทียบกับรถในตลาดเดียวกัน ก็ต้องถือว่ายังห่างกันไม่น้อย ทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ครองตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยยอดขาย 6,711 คัน โดยมีบีเอ็มดับเบิลยู ตามมาไม่ห่างนัก 6,114 คัน ส่วนวอลโว่ทำได้ 2,823 คัน แต่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องทำตลาดแข่งกับคู่แข่งที่มีความแข็งแกร่งมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นตัวสินค้า หรือว่าชื่อชั้นก็ตาม

เลกซัสหมายมั่นปั้นมือว่า จะสร้างการเติบโตให้ได้ อย่างน้อยต้องทะลุหลักพันคัน ซึ่งนั่นอาจจะเป็นตัวเลขที่พอจะทำให้ถึงเวลาของการประกอบรถในประเทศ (CKD) แทนการนำเข้า ซึ่งทำให้มีต้นทุนสูง และเป็นจุดอ่อนในการแข่งขันก็คือ เรื่องของราคาจำหน่ายที่ยังสูง

ในตลาดโลกก็เช่นกัน เลกซัส พยายามที่จะเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น อย่างน้อยปีนี้ต้องทำให้ได้มากกว่า 5 แสนคัน ซึ่งการจะไปถึงจุดดังกล่าวสิ่งหนึ่งก็คือได้ ก็คือ จะต้องมีสินค้าที่หลากหลาย และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด

จุดหนึ่งที่ระยะหลังจะเห็นได้ว่าเลกซัสหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น ก็คือ อารมณ์ในการขับขี่ การควบคุมรถ และความหรูหรา เพื่อเสริมจุดเด่นที่มีมาแต่ดั้งเดิม และได้รับการยอมรับ ก็คือ การเป็นรถที่ขับขี่สบาย เครื่องยนต์เงียบ

ดังนั้นที่ผ่านมาเลกซัส จึงลงทุนไปมากมายในงานวิจัยและพัฒนา รถในยุคหลังๆ จึงเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตค่อนข้างชัดเจน

และรถรุ่นใหม่ล่าสุดคือ ไอเอส ก็เดินมาในแนวทางนี้อย่างชัดเจน ไม่วาจะเป็นด้านการออกแบบ อุปกรณ์มาตรฐาน หรือว่าสมรรถนะการขับขี่ และมันมีเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือการแข่งขันกับรถอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 และออดี้ เอ 4

ซึ่งก็คงเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่เลกซัส จะให้ความสำคัญกับตลาดนี้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุุบันยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีก็ยอมรับว่า รถที่จะมีบทบาทมากขึ้นในตลาดรถหรูก็คือ รถในตลาดคอมแพค ที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก มีความคล่องตัว ประหยัดน้ำมัน และมีระดับราคาที่ง่ายต่อการเป็นเจ้าของมากขึ้น

ตระกูลไอเอสเปิดตลาดเป็นครั้งแรกในปี 2542 หลังจากที่ค่ายรถหรูจากญี่ปุ่นเห็นว่าช่วงทศวรรษ 90 ตลาดเป้าหมายสำคัญแห่งหนึ่งคือยุโรป แต่ละเดือนมีรถหรูขาย 9 หมื่นคัน แต่ช่วงนั้นเลกซัสมีสินค้าหลักคือ แอลเอส และจีเอส สิ่งที่ขาดไปสำหรับภูมิภาคนี้ก็คือ รถที่มีขนาดเล็กกว่านั้น เป็นรถในตลาดคอมแพค หรือจะเรียกว่ารถเริ่มต้นในตลาดพรีเมียม (entry-level) ซึ่งตลาดนี้แตกต่างจากอเมริกาซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของเลกซัสที่ชื่นชอบรถขนาดใหญ่ เครื่องยนต์ใหญ่

ไอเอส จึงเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวเลกซัส มีเป้าหมายเพื่อจับตลาดลูกค้ากลุ่มอายุน้อยลง เน้นในเรื่องรูปลักษณ์การออกแบบ ควบคู่ไปกับสมรรถนะการขับขี่แบบอารมณ์สปอร์ต

เลกซัสบอกว่า ไอเอส เจนเนอเรชั่นแรก มาพร้อมกับรูปแบบที่ดูดุดัน กระฉับกระเฉง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร และ3.0 ลิตร และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด รุ่นใหม่

เจนเนอเรชั่น 2 เผยโฉมสู่ตลาดในปี 2548 พร้อมกับการพัฒนาขึ้นในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการออกแบบภายใน และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใส่เข้าไปเพิ่มเติม เครื่องยนต์พัฒนาขึ้นใหม่ เป็นเครื่องยนต์เบนซิน วี 6 ขนาด 2.5 ลิตร และ3.5 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติใหม่ ที่มาพร้อมกับแพดเดิลชิฟท์ นอกจากนั้นยังเป็นครั้งแรกที่เลกซัส เปิดตลาดดีเซลในยุโรป ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร

และเพื่อเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตให้ถึงขีดสุด ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างตลาดใหม่เท่านั้น แต่เลกซัสต้องการบอกให้โลกรู้ว่าเทคโนโลยีของเลกซัสเป็นอย่างไร และสามารถที่จะต่อกรกับรถตัวแรงชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นตระกูล เอ็ม ของยักษ์ใหญ่จากมิวนิค คือ เอเอ็มจี จากเมืองสตุทการ์ท

ไอเอส เอฟ เวอร์ชั่นหนึ่งของเจนเนอเรชั่นที่ 2 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 5.0 ลิตร วี 8 ที่ให้กำลัง 416 แรงม้า พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เป็นครั้งแรกของโลก ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 275 กม/ชม.

ไอเอส เอฟ ผ่านการทดสอบในสนามแข่งทั้งที่ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ รวมถึง ฟูจิ สปีด เวย์ และเนอร์เบิร์กริง สนามชื่อดังของเยอรมนี โดยมันเป็นรถที่ออกแบบเป็นพิเศษ ชิ้นส่วนส่วนใหญ่นั้นใช้แบบพิเศษ พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ตั้งแต่เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ช่วงล่าง ไปจนถึงล้ออลูมิเนียมอัลลอย และยางแบบพิเศษ

ปี 2552 เลกซัส แนะนำ ไอเอส ซี รถเปิดประทุนแบบหลังคาแข็ง 3 ชิ้น เป็นการต่อยอดตระกูลไอเอส ให้มีความหลากหลาย มีตัวเลือกมากขึ้นให้กับลูกค้า

ปัจจุบัน ไอเอส มีจำหน่ายใน 37 ประเทศทั่วโลก และมียอดขายเฉลี่ย 6,200 คัน/เดือน

สำหรับไอเอส 2014 รุ่นปัจจุบัน เปิดตัวไปแล้วทั้งในเวทีโลก และประเทศไทย ช่วงงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ที่ผ่านมา โดยมี 2 รุ่น คือ ไอเอส300h ซึ่งเป็นรถไฮบริด และ ไอเอส250 F-Sport

250 F-Sport ใช้เครื่องยนต์ วี-6 จนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 207 แรงม้าที่ 6,400 รอบ/นาที ส่วน 300h ใช้เครื่องยนต์ 2.5L พร้อมกับระบบไอบริด ให้กำลังสูงสุดรวมกัน 223 แรงม้า

ไอเอส ใหม่ ซึ่งมีพัฒนาการขึ้นจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจนในทุกๆด้าน เป็นความหวังของเลกซัส ในการที่จะผลักดันยอดขายให้เติบโต และนำไปสู่ความคุ้มค่าในการลงทุนขึ้นสายประกอบในที่สุด

ล่าสุด เลกซัส จัดกิจกรรมทดสอบสำหรับสื่อมวลชนนานาชาติที่สหรัฐอเมริกา ซึ่ง "กรุงเทพธุรกิจยานยนต์" ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย ฉบับหน้ามาดูกันว่า การขับขี่ทั้งบนถนนหลวง และในเซอร์กิต ของไอเอส ใหม่ จะสร้างความพึงพอใจได้มากน้อยแค่ไหน